<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Shopping สุขภาพดี ด้วยวิธีง่ายๆ OkHotShop.com</title>
	<atom:link href="http://www.okhotshop.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.okhotshop.com</link>
	<description>Shopping เคล็ดลับ สุขภาพดี ด้วยวิธีง่ายๆ</description>
	<lastBuildDate>Thu, 01 Mar 2012 07:47:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.2.1</generator>
		<item>
		<title>Avocado</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/avocado/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/avocado/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 01 Mar 2012 07:47:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[Avocado]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2100</guid>
		<description><![CDATA[Avocado ชื่อสามัญ Avocado, Alligator Pear ชื่อวิทยาศาสตร์ Persea americana Mill วงศ์ Lauraceae ถิ่นกำเนิด เม็กซิโก อโวคาโด มีใบเดี่ยวเรียงสลับ ผิวมีขนนุ่ม ใบเรียบเป็นมัน รูปไข่ ดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งอ่อน มีดอกย่อยจำนวนมากในช่อ ผลคล้ายน้ำเต้า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff9900;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient607.jpg"><img class="size-full wp-image-2101 alignleft colorbox-2100" title="Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient607.jpg" alt="" width="300" height="236" /></a>Avocado</span><br />
ชื่อสามัญ Avocado, Alligator Pear<br />
ชื่อวิทยาศาสตร์ Persea americana Mill<br />
วงศ์ Lauraceae<br />
ถิ่นกำเนิด เม็กซิโก</p>
<p>อโวคาโด มีใบเดี่ยวเรียงสลับ ผิวมีขนนุ่ม ใบเรียบเป็นมัน รูปไข่ ดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งอ่อน มีดอกย่อยจำนวนมากในช่อ ผลคล้ายน้ำเต้า สีเขียวเข้มผิวขรุขระ เปลือกหนาและเหนียว</p>
<p>อโวคาโด มี<span style="color: #3366ff;">สารกลูตาไธโอน (Glutathione)</span> <span style="color: #ff9900;">ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน</span> ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น ทั้งช่วยจับสารพิษที่เป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งกว่า 30 ชนิด ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ตับกำจัดของเสียจำพวกสารเคมีและโลหะหนัก ซึ่งนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน(University of Michigan) พบว่าผู้สูงอายุซึ่งกินอาหารที่มีสารกลูตาไธโอนสูงจะมีสุขภาพดีกว่าคนที่ไม่ได้กิน และมีอัตราการเกิดโรคหัวใจน้อยกว่า 30เปอร์เซ็นต์</p>
<p>อโวคาโด <span style="color: #808000;">เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มาก</span> เป็นแหล่งไขมันชนิดดี ไขมันจากผลอโวคาโดย่อยง่าย เป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย เพราะเป็นกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ชื่อว่า &#8220;กรดไขมันโอเมก้า 9&#8243; มีอยู่ในปริมาณสูงเช่นเดียวกับในน้ำมันมะกอก เมื่อกินผลอโวคาโดเป็นประจำ จะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดลงได้นอกจากนี้ยังมีโปรตีนสูงซึ่งเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient608.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2102 colorbox-2100" title="Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient608.jpg" alt="" width="500" height="347" /></a>อโวคาโด <span style="color: #00ccff;">ให้พลังงานสูง แต่มีน้ำตาลต่ำ</span> รับประทานแล้วไม่อ้วนไม่เพิ่มคอเลสเตอรอล ผู้ป่วยเบาหวานสามารถทานได้ มีวิตามิน E บำรุงผิวพรรณ และมีแอนตี้ออกซิเดนท์ที่ทำให้เส้นเลือดอยู่ในสภาพสมบูรณ์ทำให้หัวใจแข็งแรง วิตามินที่มีมากในอโวคาโด คือ วิตามิน A, B, C และยังมีไนอาซีน กรดโฟลิค โพแทสเซี่ยม ฟอสฟอรัส อย่างอุดมสมบูรณ์อีกด้วย</p>
<p><span style="color: #800000;">เนื้ออโวคาโด</span>มีลักษณะเป็นครีมคล้ายเนย เป็นผลไม้ที่รับประทานเมื่อผลสุกนิ่ม แต่ต้องไม่นิ่มจนเหลว สามารถใช้ได้ทั้งการรับประทานผลสด หรือนำไปแปรรูปเพื่อสกัดน้ำมันเพื่อทำเครื่องสำอางต่าง ๆ เช่นทำสบู่ ครีม ยาสระผม ฯลฯ สำหรับการรับประทานผลสด สามารถนำมารับประทานเปล่า ๆ ร่วมกับ สลัด ไอศกรีม น้ำตาล นมข้น หรือจะนำไปหั่นเป็นชิ้นพอคำใส่น้ำกะทิใส่น้ำแข็งก็อร่อยได้รสชาติอีกแบบหนึ่ง หรือจะนำไปประกอบอาหารต่าง ๆ ก็ได้</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient609.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2103 colorbox-2100" title="Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient609.jpg" alt="" width="400" height="333" /></a>สภาพแวดล้อม</span> ดินที่เหมาะสมต้องมีการระบายน้ำดี ดินอุดมสมบูรณ์และหน้าดินลึก อโวคาโดไม่ทนต่อสภาพน้ำท่วม ถ้าดินมีความชื้นสูงเกินความต้องการจะทำให้เกิดโรครากเน่าได้ง่าย</p>
<p><span style="color: #008080;">อุณหภูมิใ</span>นประเทศไทยไม่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการปลูกอโวคาโดที่สามารถปลูกได้แทบทุกสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำฝนควรได้รับน้ำอย่างน้อยปีละ 750 -1,000 มิลลิเมตร ถ้าขาดน้ำฝนควรมีการให้น้ำอย่างน้อย 7-10 วันต่อครั้ง โดยเฉพาะช่วงดอกบาน และติดผลเป็นช่วงที่ต้องการน้ำ ต้นอโวคาโด เป็นไม้เนื้ออ่อนกิ่งเปราะ ควรมีแนวป้องกันลม เพื่อป้องกันการหักของต้นอโวคาโด การตัดแต่งกิ่งให้พุ่มโปร่ง จะช่วยป้องกันได้พอสมควร</p>
<p><span style="color: #99cc00;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient610.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2104 colorbox-2100" title="Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient610.jpg" alt="" width="400" height="338" /></a>ใบ ผล เปลือก และเมล็ด ของอโวคาโด</span> มีรายงานว่าเป็นพิษต่อสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงทั่วไป สารประกอบที่เป็นพิษในผลอโวคาโดคือสาร Persin เป็น fatty acid derivatives สัตว์จะแสดงอาการเป็นพิษโดยหายใจลำบาก ท้องขยายใหญ่ มีน้ำคั่งในช่องอก ท้อง และรอบ ๆ หัวใจ ปริมาณที่เป็นพิษของสารชนิดนี้ยังไม่ทราบแน่นอน ดังนั้นวิธีการที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงการให้อโวคาโดแก่สัตว์เลี้ยงของท่าน</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>February 29, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94-avocado/" title="อโวกาโด Avocado">อโวกาโด Avocado</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/avocado/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อโวกาโด Avocado</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94-avocado/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94-avocado/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 29 Feb 2012 07:35:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[Avocado]]></category>
		<category><![CDATA[อโวกาโด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2089</guid>
		<description><![CDATA[อโวกาโด Avocado อาโวกาโด (อังกฤษ: avocado) เป็นต้นไม้พื้นเมืองของรัฐปวยบลาในประเทศเม็กซิโก[1] จัดเป็นพืชดอกในวงศ์ Lauraceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับ อบเชย,กระวาน และ เบย์ลอเรล (bay laurel) ผลของ อาโวกาโด หรือ alligator pear (สาลี่จระเข้) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient346.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2090 colorbox-2089" title="อโวกาโด Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient346.jpg" alt="" width="500" height="375" /></a>อโวกาโด Avocado</span><br />
อาโวกาโด (อังกฤษ: avocado) เป็นต้นไม้พื้นเมืองของรัฐปวยบลาในประเทศเม็กซิโก[1] จัดเป็นพืชดอกในวงศ์ Lauraceae ซึ่งอยู่ในวงศ์เดียวกับ อบเชย,กระวาน และ เบย์ลอเรล (bay laurel) ผลของ อาโวกาโด หรือ alligator pear (สาลี่จระเข้) มีรูปทรงคล้ายสาลี่ รูปไข่ หรือรูปกลมอาโวกาโดเป็นผลไม้ที่มีการค้าขายและเพาะปลูกในภูมิอากาศเขตร้อนทั่วโลก (และบางส่วนในเขตอบอุ่น เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย) มีผลสีเขียวทางลูกสาลี่ที่จะสุกหลังการเก็บเกี่ยว ต้นไม้สามารถถ่ายเรณูในต้นเดียวกันได้และบ่ายครั้งการขยายพันธุ์จะใช้การติดตาตอนกิ่งเพื่อที่จะสามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของผลได้ดีต่อสุขภาพหัวใจ มีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นแหล่งของวิตามินอีและโพแทสเซียม</p>
<p><span style="color: #00ff00;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient347.jpg"><img class="size-full wp-image-2091 aligncenter colorbox-2089" title="อโวกาโด Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient347.jpg" alt="" width="350" height="511" /></a>อะโวคาโด (Avocado)</span><br />
อะโวคาโด (Avocado) เป็นผลไม้ที่ปลูกมากในอเมริกา ซื้อกันได้ไม่ยากตามซุปเปอร์มาเก็ตชั้นนำทั่วไป ผลของอะโวคาโดอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวิตามินต่างๆทั้งวิตามินเอ ดี และอี แร่ธาตุต่างๆ เช่น โปแตสเซียมและ ซัลเฟอร์ และน้ำมันจากธรรมชาติ อะโวคา โดเหมาะอย่างยิ่งกับการนำมาเสริมความงามให้กับเรือนผม และใบหน้า เพราะเนื้ออะโวคาโดจะแทรกซึมสู่เส้นผมและผิวหนังได้เป็นอย่างเป็นดี ถ้าเป็น อะโวคาโดสายพันธุ์จากแคลิฟอร์เนีย (California Avocados)จะดีที่สุด เพราะความอุดมสมบูรณ์และความเข้มข้นของน้ำมันที่มีมากกว่าพันธุ์อื่นๆ เป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ แต่เป็นเรื่องจริงที่อโวคาโด ผักที่มีรูปร่างหน้าตาพิกล สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ ที่มีความสามารถนี้เพราะมันมีไขมันชนิดดีที่ช่วยปรับปรุงระดับคอเลสเตอรอล เช่นเดียวกับน้ำมันมะกอกและถั่วอัลมอนด์ นักวิเคราะห์ชาวอิสราเอลเพิ่งค้นพบว่า การกินอโวคาโด ถั่วอัลมอนด์ หรือน้ำมันมะกอกติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน สามารถช่วยลดคอเรสเตอรอล ตัวร้าย LDL ได้ถึงร้อยละ 12 คุณค่าทางโภชนาการของอโวคาโด้ อโวคาโด้เป็นผลไม้ที่คุณ ค่าทางโภชนาการสูงมาก ในเนื้ออโวคาโด้ 100 กรัม ให้แคลอรี่ถึง 189 แคลอรี่ และในเนื้ออโวคาโด้ 1 ขีด จะได้ไขมัน 19.3กรัม</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient606.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2097 colorbox-2089" title="อโวกาโด Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient606.jpg" alt="" width="500" height="375" /></a>แต่ไม่ต้องวิตก เพราะไขมันในอโวคาโด้ เป็นไขมันพืชชนิดไม่อิ่มตัว รับประทานแล้วไม่อ้วนไม่เพิ่มคอเลสเตอรอล เนื้ออโวคาโด้ไม่มีคอเลสเตอรอล แต่มีโปรตีนและคาร์โบไฮเดรต ทำให้รับประทานอโวคาโด้แล้วมีแรงเพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้น การรับประทานอโวคาโด้ยังช่วยให้หัวใจแข็งแรงด้วย เพราะอโวคาโด้ ช่วยให้ขันมันในหลอดเลือดลดลง ผลการวิจัยของสถาบัน เวสต์ลีย์เมดิคอลเซ็นเตอร์ ในออสเตรเลีย ระบุว่า การรับประทานอโวคาโด้ วันละครึ่งผลถึงผลครึ่ง ทำให้ลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือดได้มากกว่าการรับประทานอาหารไขมันต่ำและจำกัด อาหารมันๆ อย่างเข้มงวดเสียอีก สำหรับคุณสาวๆ ที่ต้องการให้ผิวพรรณสวยงามอยู่เสมอ ผิวหน้าเต่งตึง ไร้รอยเหี่ยวย่น ไร้รอยตีนกา อโวคาโด้ก็ช่วยได้มาก เพราะในอโวคาโด้มีวิตามิน E ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ และมีแอนตี้ออกซิเดนท์ที่ทำให้เส้นเลือดอยู่ในสภาพสมบูรณ์ทำให้หัวใจแข็ง แรง วิตามินที่มีมากในอโวคาโด้ คือ วิตามิน B1 B2 B6 และยังมีไนอาซีน กรดโฟลิค โพแทสเซี่ยม ฟอสฟอรัส อย่างอุดมสมบูรณ์อีกด้วย</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient348.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2092 colorbox-2089" title="อโวกาโด Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient348.jpg" alt="" width="500" height="333" /></a><span style="color: #33cccc;">วิธีการทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด</span><br />
ในอโวกาโดมีแอลฟาแคโรทีนซึ่งจะถูกดูดซึมได้ดีที่สุดหากรับประทานคู่กับไขมัน เช่นเดียวกับวิตามินอี อโวกาโดเป็นแหล่งธรรมชาติของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวจึงมีผลดีต่อสุขภาพหัวใจ ทั้งยังมีวิตามินบี 6 และซี ด้วย</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">ปริมาณที่ควรทาน</span><br />
อโวกาโดสดขนาดกลางครึ่งผลหนัก 65 กรัม รับประทานพร้อมกับผลไม้อื่น เช่นมะเขือเทศ สลัด ซุปข้น หรือ พาย ไม่ควรทานมาเพราะนอกจากมีสารอาหารแล้วยังทำให้มีพลังงานสูง</p>
<p><span style="color: #00ccff;">ประโยชน์ที่สำคัญ</span><br />
ในอโวกาโดมีแลฟาแคโรทีนปานกลาง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันการรวมตัวของคอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนที่เป็นอันตรายในร่างกายกับออกซิเจนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแข็งตัว</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient602.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2093 colorbox-2089" title="อโวกาโด Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient602.jpg" alt="" width="350" height="255" /></a><span style="color: #00ccff;">หัวใจขาดเลือดแองไจนา</span><br />
แองไจนาเป็นอาการเจ็บหน้าอกที่เกิดจากหัวใจขาดเลือดเนื่องจากหลอดเลือดแดงอุดตัน การทานอาหารที่มีแอลฟาแคโรทีนและมีแอลฟาแคโรทีนในเลือดสูงสุดจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดแองไจนาต่ำเมื่อเทียบกับคนที่มีแอลฟาแคโรทีนต่ำ</p>
<p><span style="color: #800080;">โรคอัลไซเมอร์</span><br />
คนที่ทานอาหารที่มีสารแอลฟาแคโรทีนเป็นประจำอาจส่งเสริมการต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ลดอัตราการเกิดอัลไซเมอร์ได้</p>
<p><span style="color: #808000;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient603.jpg"><img class="size-full wp-image-2094 alignright colorbox-2089" title="อโวกาโด Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient603.jpg" alt="" width="350" height="263" /></a>สรรพคุณและประโยชน์ของอโวคาโด</span><br />
1. เนื้อผลประกอบด้วยไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ประมาณ 4-20% แล้วแต่พันธุ์ โดยกรดไขมันในอะโวคาโด ร้อยละ 70 เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดmonounsaturater fatty acid ซึ่งกรดไขมันชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายโดยช่วยลดปริมาณ LDL-cholesterol ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่เป็นผลเสียต่อร่างกายและเพิ่มปริมาณ HDL-cholesterol ในเลือดซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่เป็นผลดีต่อร่างกาย มีประโยชน์ในการป้องกันโรคหัวใจซึ่งเป็นประโยชน์ในการลดไขมันในเส้นเลือด คนที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูงก็บริโภคผลไม้ชนิดนี้ได้และใช้ลดน้ำหนักได้ดี เพราะปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำแต่มีน้ำตาลต่ำ ดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจึงสามารถบริโภคผลไม้ชนิดนี้ได้</p>
<p>2. น้ำมันอะโวคาโด (Avocado oil) เป็นน้ำมันสกัดจากเนื้อของผลอะโวคาโด เป็นน้ำมันที่ดูดซึมสู่ผิวหนังได้ดีที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันอัลมอนด์ และน้ำมันมะกอก ประกอบด้วยวิตามินอี กรดไขมัน linoleic และ oleic, phytosterol ใช้นวดศีรษะเร่งการงอกของผม น้ำมันนี้มีกลิ่นคล้ายเมล็ดถั่วคงตัวดี น้ำมันที่ใช้ในการปรุงอาหารก็มีส่วนช่วยให้วิตามินและสารอาหารที่ละลายในไขมันสามารถถูกดูดซึมนำไปใช้ได้ สลัดผักจำพวกผักใบเขียวอย่างผักโขม เลตตูซ มะเขือเทศ และแครอทที่ใช้น้ำมันสลัดที่ปราศจากไขมันจะทำให้คาโรทีนอยด์ที่ละลายในไขมันซึ่งอยู่ในพืชผักเหล่านี้ไม่สามารถถูกดูดซึมนำไปใช้ได้ ไขมันที่อยู่ในอะโวคาโดช่วยในการดูดซึมคาโรทีนอยด์ที่ช่วยต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไลโคพีนในมะเขือเทศ เบต้า-แคโรทีนในผักสีส้ม และลูทีนในผักใบเขียว</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient604.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2095 colorbox-2089" title="อโวกาโด Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient604.jpg" alt="" width="300" height="400" /></a>3. วิตามินสูง ประกอบด้วย วิตามินเอ (เบต้าแคโรทีน) ช่วยบำรุงสายตา วิตามินบีช่วยป้องกันโรคเหน็บชา ปากนกกระจอก วิตามินซีช่วยป้องกันหวัด เลือดออกตามไรฟัน และโดยเฉพาะวิตามินอี ซึ่งเป็นสาร antioxidant ที่มีคุณค่าในการปกป้องเซลล์ ร่างกายจากมลพิษทางอากาศ น้ำ และอาหาร ป้องกันร่างกายจากโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ และโรคหัวใจ ในผู้ใหญ่ควรบริโภควิตามินอีอย่างน้อย 10 mg ต่อวัน ผู้หญิงในอเมริกาใต้และเม็กซิโกใช้ผลอะโวคาโดสดสำหรับบำรุงเส้นผมและผิวพรรณมานับพันปีแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแห้งให้นำอะโวคาโดมาบดผสมกับกล้วยหอมสุขและน้ำผึ้งในอัตรส่วน 1:1:1 ช้อนชาผสมให้เข้ากันแล้วทาให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาที แล้วล้างออก คุณก็จะมีผิวพรรณที่ชุ่มชื่นมีชีวิตชีวาและยังใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญเพื่อการสกัดน้ำมันในอุตสาหกรรมทำเครื่องสำอางประทินผิวต่าง ๆ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient605.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2096 colorbox-2089" title="อโวกาโด Avocado" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient605.jpg" alt="" width="375" height="500" /></a>4. อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสารอาหารที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโซเดียม โพแทสเซียม โฟเลต ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเฉพาะโฟเลตนั้นเป็นสารอาหารที่สำคัญสำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตเป็สารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและสร้างเนื้อเยื่อของทารก คนไทยสมัยก่อนใช้กล้วยเป็นอาหารเลี้ยงทารก อะโวคาโดก็เช่นกันสามารถใช้เป็นอาหารเลี้ยงทารกได้โดยอาจใช้เนื้ออะโวคาโดสุกป้อนเด็กทารกโดยตรงหรือผสมกับกล้วยน้ำว้าสุกอัตราส่วน 1:1</p>
<p>5. โปรตีนสูงกว่าผลไม้สดอื่น ๆ ประมาณ 0.8 – 1.7 % โดยให้ค่าพลังงานความร้อนต่อร่างกายสูงแต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำ เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีเยื่อใยสูงซึ่งเป็นประโยชน์ต่อระบบขับถ่ายประโยชน์มากอย่างนี้หวังว่าคนไทยจะหันมาบริโภคอะโวคาโดกันมากขึ้น โดยสามารถนำอะโวคาโดมาจิ้มน้ำพริกแทนผัก ทำสลัด ไอศกรีม ซูชิ อะโวคาโด-ลอดช่องน้ำกะทิ ทาขนมปังแทนเนย รับประทานกับน้ำตาล รสหวาน มัน โรยเกลือป่นรสจะเค็ม ๆ มัน ๆ เราลองมาทำอาหารอร่อยที่ปรุงง่ายจากอะโวคาโดกันดีกว่า</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>March 1, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/avocado/" title="Avocado">Avocado</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%ad%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94-avocado/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ฟักบัตเตอร์นัต  Butternut Squash</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%95-butternut-squash/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%95-butternut-squash/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 28 Feb 2012 05:26:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[Butternut Squash]]></category>
		<category><![CDATA[ฟักบัตเตอร์นัต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2082</guid>
		<description><![CDATA[ฟักบัตเตอร์นัต Butternut Squash มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง อาจช่วยลดความเสี่ยงของปอด แหล่งที่ดีของวิตามินเอและซี แอลฟาแคโรทีนในฟักบัตเตอร์นัตเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย ฟักบัตเตอร์นัทเป็นผลิตภัณฑ์ของโครงการหลวง บัตเตอร์นัท [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient582.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2083 colorbox-2082" title="ฟักบัตเตอร์นัต  Butternut Squash" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient582.jpg" alt="" width="500" height="333" /></a><span style="color: #99cc00;">ฟักบัตเตอร์นัต Butternut Squash</span><br />
มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง อาจช่วยลดความเสี่ยงของปอด แหล่งที่ดีของวิตามินเอและซี<br />
แอลฟาแคโรทีนในฟักบัตเตอร์นัตเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย</p>
<p>ฟักบัตเตอร์นัทเป็นผลิตภัณฑ์ของโครงการหลวง<br />
บัตเตอร์นัท เป็นฟักแบบเดียวกับฟักทอง แต่หน้าตาออกไปทางน้ำเต้าซะมากกว่า เปลือกสีเหลืองอ่อน เนื้อสีเหลืองส้ม เนื้อแน่น รสหวาน มัน (แปลจากชื่อก็ได้ butter+nut งัยคะ) ใช้ประกอบอาหารแทนฟักทองได้เลยทั้งหวานทั้งคาว ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วฟักชนิดนี้ฝรั่งนิยมเอาไปทำขนม เช่น พาย เค้ก ขนมปังหรือทำซุป</p>
<p>คุณประโยชน์คล้ายฟักทอง มีทั้งเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ ซี แคลเซียม และเส้นใย</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient595.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2084 colorbox-2082" title="ฟักบัตเตอร์นัต  Butternut Squash" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient595.jpg" alt="" width="500" height="333" /></a>ลองทำดู : เลือกฟักบัตเตอร์นัทลูกไม่โตนักผ่าครึ่งตามยาว ควักเม็ดออก โรยเกลือเล็กน้อย + น้ำตาลทรายแดงตามชอบ + อบเชยป่น (ไม่ชอบไม่ต้องใส่)วางคว่ำบนถาดแล้วใส่ในเตาอบที่ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 350 องศาฟาเรนไฮ อบจนนิ่ม เสิรฟร้อนโดยใส่เนยอีกหน่อยก็พร้อมทานแล้ว (เคยลงทำแล้วถึงแม้จะดิบไปหน่อยแต่ก็ยืนยันว่าอร่อยค่ะ)</p>
<p>โครงการหลวงปลูกฟักบัตเตอร์นัทได้เกือบตลอดปี แต่สินค้าอาจขาดตลาดบางช่วง เวลาต่อรุ่น</p>
<p><span style="color: #ff9900;">วิธีการทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด</span><br />
ให้รับประทานขณะที่ทำสุกแล้วรับประทานร่วมกับไขมันจะถูกดูดซึมดีที่สุด ดังนั้นเวลาทำอาหารจึงควรมีน้ำมันหรือไขมันบ้าง</p>
<p><span style="color: #00ccff;">ปริมาณที่ควรทาน</span><br />
ควรทานประมาณ 100 กรัม ต่อวัน</p>
<p><span style="color: #ff6600;">ประโยชน์ที่สำคัญ</span><br />
ฟักบัตเตอร์นัตเป็นแหล่งที่ดีของไฟโทเคมิคอลแอลฟาแคโรทีนซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการพัฒนาของเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะมะเร็งปากมดลูก</p>
<p>ส่งเสริมการทำงานของปอด ระดับการต้านอนุมูลอิสระที่ดีอาจป้องกันไม่ให้ปอดทำหน้าที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป การศึกษาชายชาวดัตช์อายุ 65 ถึง 85 ปีซึ่งมีระดับของแอลฟาแคโรทีนในเลือดสูงสุดทำให้พบว่าปอดทำงานได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่มีระดับต่ำสุด</p>
<p><span style="color: #00ccff;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient588.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2085 colorbox-2082" title="ฟักบัตเตอร์นัต  Butternut Squash" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient588.jpg" alt="" width="500" height="333" /></a>ต้านมะเร็งด้วยฟักบัตเตอร์นัต</span><br />
หลายท่านอาจไม่รู้จักฟักบัตเตอร์นัตแต่สำหรับท่านที่ซื้อผักที่โครงการหลวงเป็นประจำจะรู้จักเป็นอย่างดี ฟักบัตเตอร์นั้นมีประโยชน์อย่างมาก ช่วยต้านมะเร็งและยังลดความเสื่อมของปอดอีกด้วย ฟักบัตเตอร์ลักษณะคล้ายๆผลน้ำเต้าแต่ยาวคล้ายฟัก สีส้มออกเหลือง ตอนที่ผู้เขียนรู้จักฟักบัตเตอร์นัทใหม่ๆ ไม่ทราบจะนำไปปรุงอย่างไร แต่พอรู้จักแล้ว พบว่าฟักบัตเตอร์นัทสามารถทำได้หลายอย่างด้วยกัน เช่น ถ้ามีน้ำพริก ก็สามารถนำฟักบัตเตอร์นัทไปนึ่งเพื่อเป็นผักเครื่องเคียง หรืออาจปอกเปลือก นำไส้และเมล็ดออก จากนั้นนำเนื้อฟักบัตเตอร์นัทมาผัด หรือแกงจืดได้ทั้งสิ้น ซึ่งอร่อยมาก รับประทานแล้วจะติดใจนอก</p>
<p>จากความอร่อยของฟักบัตเตอร์นัทแล้ว ประโยชน์ของฟักบัตเตอร์นัทยังมีมากเพราะฟักบัตเตอร์นัตเป็นแหล่งของไฟโทเคมิคอลแอลฟาแคโรทีน ซึ่งสามารถต้านอนุมูลอิสระและยับยั้งการพัฒนาของเซลล์มะเร็ง เมื่อระดับการต้านอนุมูลอิสระดี ป้องกันไม่ให้ปอดทำหน้าที่ลดลงเมื่อเราอายุมากขึ้น มีผู้ทำการศึกษาเรื่องระดับของแอลฟ่าแคโรทีนของชายชาวดัตช์อายุระหว่าง 65-85 ปี ที่มีระดับแอลฟาแคโรทีนในเลือดสูงสุด พบว่าปอดทำงานได้ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่มีระดับของแอลฟาแคโรทีนในเลือดต่ำสุด</p>
<p><span style="color: #0000ff;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient589.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2086 colorbox-2082" title="ฟักบัตเตอร์นัต  Butternut Squash" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient589.jpg" alt="" width="450" height="341" /></a>ฟักทองบัตเตอร์นัทอบน้ำผึ้ง ส่วนผสม :</span><br />
ฟักทองบัตเตอร์นัท 500 กรัม<br />
น้ำผึ้ง 5 ช้อนโต๊ะ<br />
เมล็ดทานตะวัน 2 ช้อนโต๊ะ<br />
ผักรอกเก็ต 50 กรัม<br />
น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">วิธีทำ :</span><br />
นำฟักทองบัตเตอร์นัทมาผ่าเป็นชิ้นขนาดเล็กตามแนวยาว คว้านเมล็ดออกล้างน้ำสะอาด<br />
นำมาจัดวางเรียงในถาดราดน้ำมันมะกอกใส่ลงไป<br />
นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 25 นาทีหรือจนกระทั่งฟักทองเริ่มนิ่ม<br />
นำออกมาราดด้วยน้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะและเมล็ดทานตะวันให้ทั่ว<br />
แล้วทำการอบต่ออีกครั้งประมาณ 10 นาทีหรือจนกระทั่งเมล็ดทานตะวันส่งกลิ่นหอม จึงนำออกจากเตาอบปล่อยให้เย็น<br />
จัดเสิร์ฟโดยนำผักรอกเก็ตวางลงบนชามตามด้วยฟักทองและราดน้ำผึ้งที่เหลือ พร้อมรับประทาน</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%95-butternut-squash/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผักชีฝรั่ง Parsley</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-parsley/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-parsley/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Feb 2012 05:11:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[Parsley]]></category>
		<category><![CDATA[ผักชีฝรั่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2071</guid>
		<description><![CDATA[ผักชีฝรั่ง Parsley                  Curly Leaf Parsley ผักชีฝรั่งใบหยิก,ใบย่น                 Flat Laf Parsley ผักชีฝรั่งใบแบน พาร์สเลย์ (Parsley) มีชื่อวิทยาศาตร์ว่า Petroselinum cripum เป็นพืชอยู่ในวงศ์ Apiaceae(Umbelliferae) เป็นพืชสองฤดู แต่ปลูกเป็นพืชฤดูเดียว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #008000;">ผักชีฝรั่ง Parsley</span><br />
<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient573.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2072 colorbox-2071" title="ผักชีฝรั่ง Parsley" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient573.jpg" alt="" width="500" height="336" /></a>                 <span style="color: #ff9900;">Curly Leaf Parsley ผักชีฝรั่งใบหยิก,ใบย่น  </span>              <span style="color: #0000ff;"> Flat Laf Parsley ผักชีฝรั่งใบแบน</span></p>
<p>พาร์สเลย์ (Parsley) มีชื่อวิทยาศาตร์ว่า Petroselinum cripum เป็นพืชอยู่ในวงศ์ Apiaceae(Umbelliferae) เป็นพืชสองฤดู แต่ปลูกเป็นพืชฤดูเดียว มีถิ่นกำเนิดอยู่ในยุโรป และแถบเมดิเตอร์เรเนียม ใช้ในส่วนของใบมาเป็นอาหาร ลักษณะใบหยิก เป็นฝอย มีกลิ่นหอม<br />
<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient566.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2073 colorbox-2071" title="ผักชีฝรั่ง Parsley" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient566.jpg" alt="" width="400" height="280" /></a><span style="color: #339966;">สภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพาร์สเลย์ (Parsley)</span></p>
<p>พาร์สเลย์ (Parsley) ชอบดินที่อุดมสมบูรณ์ แสงแดดจัดบางช่วง ชอบอากาศเย็นอุณหภูมิระหว่าง 18-25 องศาเซลเซียส สามารถเริ่มเพาะในที่ร่ม หรือกลางแจ้ง แต่มีแนะนำว่าให้เพาะเมล็ดในที่ร่มก่อน ที่จะย้ายไปปลูกกลางแจ้ง โดยการเพาะเมล็ดควรให้ ดินเพาะกล้า มีความชื้นตลอดเวลา เพื่อช่วยให้เมล็ดงอก ถ้าปลูกพาร์สเลย์ (Parsley) ใกล้กุหลาบ หน่อไม้ฝรั่ง และมะเขือเทศจะช่วยป้งกันแมลงได้<br />
สภาพของดินที่เหมาะสม ควรมี pH อยู่ระหว่าง 5.5 – 6.8 และ พาร์สเลย์ (Parsley) เป็นพืชที่ต้องการน้ำตลอดการปลูก แต่ไม่ควรให้น้ำขัง หรือมีความชื้นสูง เพราะจะทำให้เป็นโรคได้ง่าย<br />
<span style="color: #00ccff;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient567.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2074 colorbox-2071" title="ผักชีฝรั่ง Parsley" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient567.jpg" alt="" width="500" height="375" /></a>การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางหารของพาร์สเลย์ (Parsley)</span></p>
<p>พาร์สเลย์ (Parsley) นิยมนำใบมาตกแต่งในจานอาหารหรือชุบแป้งทอด นอกนี้จากยังนำใบพาร์สเลย์ (Parsley) สดมาเคี้ยว ทำให้ลมหายใจสดชื่น และช่วยดับกลิ่นตกค้าง เช่น กลิ่นกระเทียม นอกจากนี้ใบพาร์สเลย์ (Parsley) ยังมีวิตามิน และธาตุเหล็ก ในปริมาณพอสมควร<br />
<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient568.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2075 colorbox-2071" title="ผักชีฝรั่ง Parsley" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient568.jpg" alt="" width="500" height="438" /></a>การปลูกและปฏิบัติดูแลรักษา พาร์สเลย์ (Parsley) ในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต</p>
<p>การเตรียมกล้า เพาะกล้าในถาดหลุมขนาดใหญ่อย่างประณีต พออายุ 35 วัน ย้ายลงถุงขนาด 4×6 นิ้ว อายุ 20-25 วัน จึงย้ายปลูก</p>
<p>การเตรียมดิน แบ่งออกได้เป็นสามส่วน คือ<br />
การเตรียมแปลงเพาะกล้า ให้ทำการขุดพลิกดินแล้วตากแดดไว้ 7-15 วัน จากนั้นหว่างปูนขาว และใส่ปุ๋ยคอก(พวกมูลไก่) ในอัตราส่วนปุ๋ยคอก 300 กรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน เกลี่ยหน้าดินให้เรียบจากนั้นจึงหว่่านเมล็ดลงบนแปลง แล้วใช้ดินละเอียดกลบบางๆ การเพาะกล้าสามารถทำได้ในกระบะเพาะ และการเพาะกล้าในถุง</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient570.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2076 colorbox-2071" title="ผักชีฝรั่ง Parsley" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient570.jpg" alt="" width="500" height="375" /></a>การเตรียมดินลงถุงเพื่อย้ายกล้าชำ ใช้ดินร่วนผสมกับมูลไก่อัตรา 2:1 คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วนำมากรอกลงถุงพลาสติก ขนาด 4×6 นิ้ว</p>
<p>การเตรียมแปลงปลูก หว่านปูนขาว แล้วขุดดินตากแดดทิ้งไว้ 7-15 วัน ใช้ปุ๋ยคอกอัตราเท่าการเตรียมแปลงเพาะกล้า ค่า pH 5.5-6.8</p>
<p>การปลูก นำต้นกล้าที่ชำในถุงแล้ว 20-25 วัน ลงปลูกในแปลงที่เตรียมเอาไว้ โดยมีระยะห่างต้นและระหว่างแถว 20×20 เซนติเมตร</p>
<p>การให้น้ำ ถ้าให้น้ำระบบน้ำหยดจะดีกว่า เพื่อหลักเลี่ยงน้ำเปียกใบ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient571.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2077 colorbox-2071" title="ผักชีฝรั่ง Parsley" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient571.jpg" alt="" width="375" height="500" /></a>การให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ย 46-0-0 และ 15-15-15 อัตราส่วน 1:2 เมื่อ 7-10 วัน หลังจากย้ายปลูก ขุดรอบต้นลึก 2-3 เซนติเมตร โรยปุ๋ยแล้วกลบดินพร้อมรดน้ำ หลังจากใส่ปุ๋ยครั้งแรก 1 สัปดาห์ ให้ปุ๋ย 15-15-15 สลับกับ 13-13-21 ทุก 15-20 วัน จนหมดฤดูกาลผลิต (3-6 เดือน) ถ้าปรากฏใบเหลือง อันเนื่องจากธาตุอาการ ใส่ปุ๋ย 46-0-0 อัตรา 30 กรัม/ตร.ม.</p>
<p>การเก็บเกี่ยว เริ่มเก็บเกี่ยวครั้งแรกหลังจากปลูกแล้ว 60-80 วัน การเก็บจะปลิดก้านใบ โดยปลิดก้านที่อยู่ด้านนอกก่อน โดยใช้มือค่อยๆ ดึงก้านใบจากต้น ในการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้ง จะเหลือก้านใบไว้ 2-3 ใบ ต่อหนึ่งต้น หลังจากเก็บครั้งแรกแล้ว ประมาณ 15-20 วัน ต้นพาร์สเลย์ก็จะแตกใบขึ้นมาใหม่ ก็ทำการเก็บครั้งที่ 2,3,4 ต่อไปเรื่อยๆ ใน 1 รุ่น จะเก็บเกี่ยวได้ 1-2 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา<br />
โรคแมลงศัตรูที่สำคัญในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโตของ พาร์สเลย์ (Parsley)</p>
<p>ระยะกล้า 55-60 วัน โรคใบจุด<br />
ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 55-56 วัน โรคใบจุด<br />
ระยะเก็บเกี่ยว 100-280 วัน โรคใบจุด</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient572.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2078 colorbox-2071" title="ผักชีฝรั่ง Parsley" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient572.jpg" alt="" width="500" height="375" /></a>วิธีการทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด</span><br />
ผักชีฝรั่งยับยั้งมะเร็ง อาจมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ เป็นแหล่งที่ดีของโฟเลตและวิตามินซี ควรทานผักชีฝรั่งเป็นประจำเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากโฟเลตและวิตามินซี</p>
<p><span style="color: #808000;">ปริมาณที่ควรทาน</span><br />
ทานปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 3 กรัม หมอสมุนไพรแนะนำให้รับประทานวันละ 25 กรัมต่อวันเพื่อขับปัสสาวะ แต่สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานเกิน 15 กรัมต่อวัน</p>
<p><span style="color: #800000;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient574.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2079 colorbox-2071" title="ผักชีฝรั่ง Parsley" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient574.jpg" alt="" width="500" height="543" /></a>ประโยชน์ที่สำคัญ</span> ผักชีฝรั่งเป็นแหล่งสำคัญของไฟโทเคมิคอลคูมาริน ซึ่งมีผลต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด โดยวาร์ฟารินสารสกัดจากคูมารินถูกใช้เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือดและมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ นำฝักชีฝรั่งมาใส่ในสลัด กับข้าว ซุป ซอส และน้ำสลัด ทั้งยังช่วยดับกลิ่นปากจากกระเทียมได้ด้วย</p>
<p><span style="color: #33cccc;">การขับปัสสาวะ</span><br />
หมอสมุนไพรรู้ดีว่าผักชัฝรั่งเป็นยาขับปัสสาวะ เนื่องจากมีไฟโทเคมิคอลเฟทาไลน์เหมือนที่พบในขึ้นฉ่าย</p>
<p><span style="color: #993366;">มะเร็ง</span> ในห้องปฏิบัติการพบว่าคูมารินยับยั้งการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนการพัฒนาของเซลล์มะเร็ง การศึกษาในสัตว์ทดลองเชื่อว่าอาจเป็นผลจากการกระตุ้นเอนไซม์ล้างพิษ หรือยังยั้งสารก่อมะเร็ง</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%8a%e0%b8%b5%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-parsley/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พริกและประโยชน์</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 26 Feb 2012 04:49:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2063</guid>
		<description><![CDATA[พริกและประโยชน์ วิธีการทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด ปริมาณแคปไซซินในพริกขึ้นอยู่กับความเผ็ดและขนาดของพริกมีมากในส่วนของเมล็ดและเส้นใย จะรับประทานให้เผ็ดมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณ ปริมาณที่ควรทาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff6600;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient561.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2064 colorbox-2063" title="พริก" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient561.jpg" alt="" width="500" height="471" /></a>พริกและประโยชน์</span></p>
<p><span style="color: #3366ff;">วิธีการทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด</span><br />
ปริมาณแคปไซซินในพริกขึ้นอยู่กับความเผ็ดและขนาดของพริกมีมากในส่วนของเมล็ดและเส้นใย จะรับประทานให้เผ็ดมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณ</p>
<p><span style="color: #ff9900;">ปริมาณที่ควรทาน</span><br />
ให้ทานพริกขนาดกลางประมาณ 10 กรัม ไม่ควรทานมากเพราะจะทำให้ทำลายเยื่อบุช่องปากและกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ประโยชน์ที่สำคัญ</span><br />
แคปไซซินเป็นไฟโทเคคอลหลักในพริกช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการอักเสบ<br />
บรรเทาครีมทาผิวที่มีแคปไซซินลดความเจ็บปวดทางคลิกนิกได้นักจิตวิทยาพบว่าสมองหลั่งสารต้านความเจ็บปวดและเอนเดอร์ฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข</p>
<p>เมื่อได้รับความร้อนจากแคปไซซินซึ่งสามารถอธิบายผลที่ผู้ชอบรับประทานพริกได้รับ<br />
มะเร็ง การศึกษาในห้องปฏิบัติการพบว่าแคปไซซินยับยั้งสารก่อมะเร็งและการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง แต่พบว่ามันอาจส่งเสริมการเกิดมะเร็งได้ แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการบริโภคในปริมาณปานกลางส่งเสริมการเกิดมะเร็ง</p>
<p><span style="color: #993366;">สรรพคุณ</span><br />
พริกมีวิตามินซี สูง เป็นแหล่งของกรด ascorbic ซึ่งสารเหล่านี้ ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วยร่างกายขับถ่ายของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อของร่างกาย (tissue) สำหรับพริกขี้หนูสดและพริกชี้ฟ้าของไทย มีปริมาณวิตามิน ซี 87.0 &#8211; 90 มิลลิกรัม / 100 g</p>
<p>นอกจากนี้พริกยังมีสารเบต้า &#8211; แคโรทีนหรือวิตามินเอ สูง (พริกขี้หนูสด 140.77 RE )<br />
พริกยังมีสารสำคัญอีก 2 ชนิด ได้แก่ Capsaicin และ Oleoresinโดยเฉพาะสาร Capsaicin ที่ นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์รักษาโรค ในอเมริกามีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในชื่อ Cayenne สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร สาร Capsaicin ยังมีคุณสมบัติทำให้เกิดรสเผ็ด ลดความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ หัวไหล่ แขน บั้นเอว และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายทั้งชนิดเป็นโลชั่นและครีม ( Thaxtra &#8211; P Capsaicin) แต่การใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่ออาการหยุดชะงักการทำงานของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน เพื่อความปลอดภัย USFDA ได้กำหนดให้ใช้สาร capsaicin ได้ ที่ความเข้มข้น 0.75 % สำหรับเป็นยารักษาโรค</p>
<p><span style="color: #00ccff;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient562.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2065 colorbox-2063" title="พริก" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient562.jpg" alt="" width="500" height="333" /></a>การค้าและอุตสาหกรรม</span><br />
สีของพริกมีหลากหลาย เขียว แดง เหลือง ส้ม ม่วง และสีงาช้าง โดยเฉพาะเมื่อนำมาปลูกในเขตร้อนชื้นที่ได้รับแสงแดดตลอดวัน จะมีสี ( colorant) ที่สดใสซึ่งสามารถนำมาในอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งการปรุงแต่งรสชาติ และสีสัน ( colouring spice ) ได้ตามความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มในอนาคตว่าการผสมสีในอาหารจะมาจากธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ และพริกเป็นพืชอายุสั้น ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้ง บริโภคสดและแปรรูปหลายหลายชนิด ดังนั้นพริกจึงจัดได้เป็นพืชผัก ที่มีศักยภาพชนิดหนึ่งพฤติกรรมการบริโภคและความต้องการอาหาร ในชีวิตประจำวันของผู้คน ในปัจจุบันให้ความสนใจ ในอาหารทีมีคุณค่าและประโยชน์ต่อร่างกาย สะอาดปลอดภัยจากสิ่งตกค้างทั้งหลาย โดยเฉพาะสารเคมี กระแสความเรียกร้องสินค้าและพืชชนิดที่มีคุณภาพมีเพิ่มมากขึ้น ในตลาดที่สำคัญ โดยเฉพาะในต่างประเทศ ได้ให้ความสำคัญมาตรฐานสินค้า การรับรองสินค้า การรับรองสินค้า การตรวจสอบแหล่งสินค้าที่มาของสินค้า ดังนั้น ในระบบการผลิตสินค้าเพื่อบริโภคจะต้องมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์คุณภาพเริ่มตั้แต่แหล่งผลิตวัตถุดิบจนถึงมือ ผู้บริโภค ( From Farm to Table)การผลิตพริกที่ดีจำเป็นจะต้องปรับระบบการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกที่เหมาะสมในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น มีคุณภาพและคุณประโยชน์ ใช้วิธีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลดการใช้สารเคมีในการควบคุมศัตรูพืชและลดต้นทุน มีการจัดการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลผลิตที่คุณภาพ ลดความเสียหาย และได้รูปลักษณ์ที่ดี ตรงตามมาตรฐานทั้งตลาดภายใน และต่างประเทศ ทั้งเพื่อการบริโภคสดและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์พริกชนิดต่าง ๆ เช่น พริกแห้ง พริกป่น พริกดอง ซ๊อสพริก น้ำพริก เครื่องแกง พริกน้ำจิ้มต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค</p>
<p><span style="color: #339966;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient563.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2066 colorbox-2063" title="พริก" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient563.jpg" alt="" width="500" height="228" /></a>สารเคมีในพริก</span><br />
ในพริกนั้นมีสารที่สำคัญคือ Capsaicin นอกจากนั้นยังมีสารอื่นๆที่ให้ความเผ็ดอีก คือ Dihydrocapsaicin ,Nordihydrocapsaicin ,Homodihydrocapsaicin,และ Homocapsaicinสาร Capsaicin นี้ ถูกค้นพบในรูปผลึกบริสุทธิ์โดย พี เอ บุชธอลซ์ ต่อมา แอล ที เทรชศึกษาสารนี้และให้ชื่อว่า Capsaicin มีสูตรทางเคมีคือ C18H27NO3ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยทำให้ประสาทรับความรู้สึกไหม้ที่เนื้อเยื่อ กระตุ้นการผลิตเมือกออกมาป้องกันการระคายเคืองและกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยย พืชจำพวกพริกนี้จะผลิตสารนี้ออกมาเพื่อป้องกันการถูกบริโภคโดยสัตว์กินพืช โดยสารนี้จะพบในเนื้อเยื่อของผลพริก มากกว่าในเมล็ด นอกจากนี้ยังมีการค้นพบว่าแมงมุมทาแรนทูลาก็มีพิษซึ่งมีส่วนประกอบด้วยเช่นกันของสารนี้เช่นกันสาร capsaicin บริสุทธิ์จะมีลักษณะเป็น คริสตัล หรือ ไขใสๆ ไม่มีกลิ่น และมีคุณสมบัติไม่ชอบน้ำกลุ่มของสารเคมี Capsaicinoid ได้แก่<br />
1.Capsaicin<br />
2.Dihydrocapsaicin<br />
3.Nordihydrocapsaicin<br />
4.Homodihydrocapsaicin<br />
5.Homocapsaicin</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient564.jpg"><img class="size-full wp-image-2067 alignleft colorbox-2063" title="พริก" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient564.jpg" alt="" width="300" height="300" /></a>โดยที่ Capsaicin จะพบในพริกมากที่สุด คือ 97% และให้รสเผ็ดมากที่สุดนักเคมีชื่อ &#8220;วิลเบอร์ สโควิลล์&#8221; ได้ศึกษาปริมาณสาร capsaicin ในพริกแต่ละสายพันธุ์ จากทั่งโลก และใช้ข้อมูลนี้ จัดทำสเกลสโควิลล์ขึ้น ซึ่งเป็นสเกลซึ่งวัดความเผ็ดของพริกเมื่อเทียบกับสารcapsaicin บริสุทธิ์ แต่กรรมวิธีการตรวจสอบสาร Capsaicin ของ สโควิลล์ไม่เที่ยงตรงเนื่อจากเขาใช้การสกัดน้ำจากพริกชนิดนั้นๆมาแล้วให้อาสาสมัคร 5 คนลองชิมแล้วให้ความเห็นว่าพริกนั้นเผ็ดประมาณระดับไหน ความไม่เที่ยงตรงนี้ทำให้มีผู้พัฒนาวิธีตรวจสอบสารนี้ในพริกใหม่ โดยให้ชื่อว่า high performance liquid chromatography ซึ่งเป็นการวัดความร้อนที่สารเคมีนี้ผลิตออกมา และนำไปคำนวณโดยใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ ซึ่งจะได้สเกลแบบใหม่คือ ASTA pungency ยูนิตสารสำคัญอีกอย่างที่มีอยู่ในพริกและมีประโยชน์ในด้านต้านมะเร็งคือ แคโรทีนอยด์ เราจะสามารถสังเกตได้เลยว่าผักผลไม้ใดมีสารนี้หรือไม่โดยดูจากสีเหลือง ส้ม และ แดง แคโรทีนอยด์นี้ก็คือรูปแบบหนึ่งของสารแคโรทีน โดยมีการรวมตัวกับออกซิเจนทำให้เป็นแคโรทีนอยด์ ในพริกจะมีเบต้าแคโรทีนมากกว่าแอลฟ่าแคโรทีน สารเบต้าแคโรทีนนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก กล่าวคือ เมื่อถูกย่อยในลำไส้เล็กแล้ว จะกลายเป็น เรตินอลซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินเอ และจะถูกเก็บสะสมไว้ในตับเพื่อนำไปใช้ในคราวจำเป็น เบต้าแคโรทีนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานได้ดี นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการรับประทานแคโรทีนอยด์สังเคราะห์ในรูปแบบยาเม็ดอาหารเสริม ซึ่งในปัจจุบัน ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพเป็นจำนวนมาก พวกเขาพบว่าการรับประทานเม็ดแคโรทีนสังเคราะห์เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอด และมะเร็งอีกหลายชนิดมากขึ้น</p>
<p>เนื่องจากในยาเม็ดสังเคราะห์จะมีปริมาณแคโรทีนอยด์มากเกินความจำเป็นต่อร่างกาย แต่พวกเขายังไม่ได้ทำการวิจัยในสารแคโรทีนอยด์ธรรมชาติซึ่งมาจากพืช การรับประทานแคโรทีนอยด์มากไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นแคโรทีนอยด์จากผักผลไม้ธรรมชาติสดๆ การรับประทานแครอทหรือผักผลไม้ที่มีสารแคโรทีนอยด์มากเกินไป จะทำให้ผิวหนังเป็นสีเหลือง ซึ่งเรียกว่า ภาวะ carotenemia นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่ภาวะที่ร่างกายมีวิตามินเอมากเกินไปด้วย ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient565.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2068 colorbox-2063" title="พริก" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient565.jpg" alt="" width="500" height="220" /></a>สารสุดท้ายในพริกที่จะกล่าวถึงคือกรด ascorbic acid ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามินซี C6H8O6 วิตามินซี ละลายน้ำได้ พบได้ทั่วไปในพืช และผลไม้ทุกชนิด นอกจากนี้ยังพบในสัตว์หลายชนิดอีกด้วย เป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เป็นตัวการร่วมในการสังเคราะห์สารชีวโมเลกุลในสัตว์ เกี่ยวข้องกับการสร้างคอลาเจนซึ่งเป็นโครงสร้างของผิวหนังและหลอดเลือด และช่วยในการขนส่งไขมันไปยังไมโทรคอนเดรียให้สันดาปอาหารได้เป็นพลังงาน</p>
<p>ในสมัยก่อน ยุคที่อังกฤษล่าอาณานิคม ลูกเรือที่เดินทางข้ามทวีปโดยใช้เวลาเป็นเดือน ๆ มักเป็นโรคลักปิดลักเปิด หรือโรคเลือดออกตามไรฟัน เจมส์ ลินด์ หมอของบริษัทการค้าอินเดียตะวันออกเป็นคนแรกที่สรุปว่าสารบางอย่างในผลไม้จำพวกส้ม สามารถรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ อีกหลายร้อยปีต่อมา อัลเบิรต์ กอยจี้และทีมนักวิจัย สามารถแยกวิตามินซีบริสุทธิ์ได้ และตั้งชื่อมันว่ากรดแอสคอบิก ปริมาณวิตามินซีที่แนะนำต่อวันสำหรับผู้ใหญ่ชายคือ 90 มิลลิกรัม หญิงคือ 75 มิลลิกรัม ถ้าหากรับประทานเกินความจำเป็นของร่างกาย ทำให้ปวดท้อง และอาจทำให้ท้องเสียได้</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พริก Chilli</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81-chilli/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81-chilli/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 25 Feb 2012 04:43:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[Chilli]]></category>
		<category><![CDATA[พริก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2057</guid>
		<description><![CDATA[พริก Chilli พริกเป็นพืชในตระกูล Solanaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum frutescens L. ชื่อภาษาอังกฤษว่า Chilli peppers, chili, chile หรือ chilli มาจากคำภาษาสเปน ว่า chile โดยส่วนมากแล้ว ชื่อเหล่านี้มักหมายถึง พริกที่มีขนาดเล็ก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient528.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2058 colorbox-2057" title="พริก Chilli" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient528.jpg" alt="" width="500" height="500" /></a><span style="color: #ff6600;">พริก Chilli</span></p>
<p>พริกเป็นพืชในตระกูล Solanaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Capsicum frutescens L. ชื่อภาษาอังกฤษว่า Chilli peppers, chili, chile หรือ chilli มาจากคำภาษาสเปน ว่า chile โดยส่วนมากแล้ว ชื่อเหล่านี้มักหมายถึง พริกที่มีขนาดเล็ก ส่วนพริกขนาดใหญ่ที่มีรสอ่อนกว่าจะเรียกว่า Bell Pepper ในสหรัฐอเมริกา</p>
<p>Pepper ในประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์, capsicum ในประเทศอินเดียกับออสเตรเลีย และ Paprika ในประเทศทวีปยุโรปหลายประเทศ พริกชนิดต่างๆ มีต้นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกา ซึ่งในปัจจุบันนี้ได้มีปลูกกันในหลายประเทศทั่วโลก เพราะพริกเป็นเครื่องเทศที่สำคัญชื่อหนึ่ง และยังมีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพรด้วยเช่นกัน</p>
<p>บรรเทาอาการคัดจมูก ช่วยลดอาการปวด เพิ่มการเผาผลาญอาหารชั่วคราว พริก แคปไซซินเป็นไฟโทเคมิคอลหลักในพริก ทำให้เผ็ดร้อน และกระตุ้นการย่อยอาหาร</p>
<p><span style="color: #ff0000;">ชนิดของพริก</span><br />
พริกมีหลายชนิด เช่น พริกขี้หนู พริกไทย พริกหยวก พริกเหลือง พริกชี้ฟ้า พริกหนุ่ม พริกกะเหรี่ยง ประเทศไทยนั้นมักนิยมปลูกพริกอยู่ 2 ชนิดซึ่งได้แก่<br />
พริกหวาน พริกหยวก พริกชี้ฟ้า (ในกลุ่ม C. annuum)<br />
พริกเผ็ดได้แก่ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูใหญ่ (ในกลุ่ม C. furtescens)</p>
<p><span style="color: #33cccc;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient529.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2059 colorbox-2057" title="พริก Chilli" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient529.jpg" alt="" width="450" height="319" /></a>การเพาะปลูก</span><br />
การเตรียมดิน<br />
ระหว่างไถพรวน ดินให้รองพื้นด้วยปูนขาว อัตรา 75 ก.ก. ต่อไร่ และปุ๋ย ไบ.โอ.ฮิวมิค.พลัส. อัตรา 50 ก.ก. ต่อไร่ แล้วรดน้ำตาม หรือจะใช้ปุ๋ยดิน ทอง อัตรา 1 แกลลอน (5 ลิตร) ต่อ 1 ไร่ รองพื้น เพื่อปรับสภาพดินและป้องกันกำจัด เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคพืชที่มีอยู่ในดิน บ่ม ดินทิ้งไว้ประมาณ 7-10 วัน จึงยกร่องกว้าง 1 เมตร สูง 20 ซม. แล้วจึงคลุมผ้ายาง ทำการ เจาะรูผ้ายางให้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ซม. ห่างกันประมาณ 50 ซม. เพื่อป้องกันกำจัด วัชพืชในแปลงพริก</p>
<p><span style="color: #ff9900;">การเพาะกล้า</span><br />
ทำการแช่เมล็ดพริกโดย ใช้สารชีวภาพที่เร่งรากและใบ อัตรา 3-5 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อเร่งการงอกรากของเมล็ด เมล็ดพริกที่ใช้ปลูกให้แช่ทิ้งไว้ 1 คืน</p>
<p>หลังจาก นั้นนำเมล็ดพริกขึ้นจากน้ำ แล้วห่อด้วยผ้า ขาวบางชุบน้ำอีก 1 คืน จึงหว่านเมล็ดลงบน แปลงเพาะ เมื่อต้นกล้าแตกใบแรกหรือ ประมาณ 7 วันหลังหว่าน จึงย้ายมาเพาะต่อ ในถาดหลุมอีกประมาณ 25-30 วัน จึงย้าย กล้ามาปลูกลงแปลงที่เตรียมไว้</p>
<p><span style="color: #3366ff;">การย้ายกล้าลงแปลงปลูก</span><br />
ก่อนนำต้นกล้าลงแปลงปลูก ให้ใช้ปุ๋ย ไบ.โอ.ฮิวมัส.พลัส หรือปุ๋ยชีวภาพรองก้นหลุม อัตรา 1 ช้อนแกง ต่อหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน เพื่อป้องกัน โรครากเน่า โคนเน่าแล้วรดน้ำตามทันที หรืออาจใช้ปุ๋ยดินทอง (ปุ๋ยชีวภาพ) อัตรา 3 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตรราดดินหรือคลุกเคล้ากับดิน เพื่อใช้ในการรองพื้นก่อนการปลูกพืช</p>
<p><span style="color: #993366;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient560.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2060 colorbox-2057" title="พริก Chilli" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient560.jpg" alt="" width="450" height="169" /></a>การบำรุงต้นและผล</span><br />
เพื่อกระตุ้นให้ต้น พริกเจริญเติบโตเร็ว ออกดอกสม่ำเสมอ ให้ผลดก ผลมีขนาดใหญ่ ไม่มีโรคแมลงมา รบกวน ให้ใช้ปุ๋ยทรีซิน อัตรา 50 ซีซี. + ทรี เท็คซีนอัตรา 30 กรัม (เพื่อป้องกันและกำจัด เชื้อรา) + ซิลเวอร์เอ๊กซ์ตร้า บี.96 อัตรา 30 ซีซี. (เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นพริก) และในช่วงออกดอกให้ใช้ซิลเวอร์เอ็กซ์ตร้า สูตรเดตาดอกแทน + ทรีสตาร์ 5 ซีซี. + เซฟตี้ คิล 50 ซีซี. (เพื่อป้องกันและกำจัดแมลง) + สารจับใบ ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นต้นพริก ทุกๆ7 วัน ถ้ามีโรคและแมลงมารบกวน ให้ ฉีดพ่นทุก 3-5 วัน และก่อนเก็บผลผลิต ประมาณ 1 สัปดาห์ให้ใช้วานาก้า 20 ซีซี. ฉีดรวมเข้าไปด้วย เพื่อทำให้พริกผลโต สี สวย ได้น้ำหนัก หรือเพื่อความสะดวกและ ประหยัดค่าใช้จ่าย อาจใช้ปุ๋ยชีวภาพปาณิ อัตรา 10 ซีซี.+ปุ๋ยปาณิแครป 10 ซีซี. + น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นเพื่อกระตุ้นให้ต้นพริกเจริญ เติบโตออกดอกสม่ำเสมอ ให้ผลดก ผลมี ขนาดใหญ่ ไม่มีโรคแมลงรบกวน โดยฉีดพ่น ต้นพริก 7-10 วันต่อครั้ง แต่ถ้ามีโรคแมลงมารบกวน อาจฉีดพ่นทุก 3-5 วันและก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 สัปดาห์</p>
<p><span style="color: #ff9900;">การใช้ปุ๋ย</span><br />
หลังย้ายต้นกล้าแล้ว 5 วัน อาจมีการใช้ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ร่วมกับ 15-15-15 อย่างละ 1 กก. ผสมน้ำ 20 ลิตร หยอดบริเวณโคนต้น เพื่อเร่งการเจริญเติบโตหลังจากนั้น 7 วัน หยอดปุ๋ยซ้ำอีกครั้ง โดยเพิ่ม ปริมาณปุ๋ยอีกอย่างละ 1 กก. จนต้นพริกมี อายุ 30 วัน ให้ทำการฝังปุ๋ยสูตร 15-15-15 ร่วมกับ 13-21-0 อัตรา1 ช้อนแกงต่อหลุม โดยฝังให้ห่างโคนต้น 1 ฝ่ามือ เพื่อเร่งการ ออกดอก พอต้นพริกอายุได้ 45-50 วัน ให้ทำ การฝังปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 1 ช้อนแกงต่อหลุม เพื่อบำรุงเมล็ดพริก แต่ถ้าสมาชิกจะ หลีกเลี่ยงปุ๋ยสูตรดังกล่าว และหันมาใช้ปุ๋ย ชีวภาพที่มีขายในท้องตลาดเช่น ปุ๋ยปาณิ + ปุ๋ยปาณิแครป อัตราอย่างละ 10 ซีซี. ฉีดพ่น ทุก 7-10 วันจนต้นพริกเก็บเกี่ยวผลผลิต</p>
<p><span style="color: #3366ff;">การให้น้ำ</span><br />
ช่วงย้ายกล้าให้น้ำทุก ๆ 3 วัน จนต้นพริกมาอายุได้ 15 วัน จึงเปลี่ยนเป็น การให้น้ำสัปดาห์ 1 ครั้ง</p>
<p><span style="color: #99cc00;">ปัญหาเรื่องโรคและแมลง</span><br />
มีการทำลายน้อยมาก ถ้ามีการใช้ปุ๋ยชีวภาพอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง ส่วนมากปัญหาที่พบคือ ยอดหงิก ซึ่งมีสาเหตุมาจากเพลี้ยไฟ ก็อาจ จะมีการป้องกันด้วยการถอนทำลายต้นทิ้ง หรืออาจมีการใช้สารเคมีบ้างในยามที่จำเป็น</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%81-chilli/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เป็นหนุ่มและสาวอยู่เสมอถ้ากินถั่วลิสง</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 24 Feb 2012 05:39:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[ถั่วลิสง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2048</guid>
		<description><![CDATA[เป็นหนุ่มและสาวอยู่เสมอถ้ากินถั่วลิสง ถั่วลิสงเป็นพืชที่มีคุณค่าทางการบำรุงร่างกายสูงกล่าวกันที่ช่วยให้มีอายุยืน จนได้รับสมญานามว่า พืชอายุวัฒนะ ถั่วลิสงมีโปรตีนสูงประมาณ ๓๐% [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #800000;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient520.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2049 colorbox-2048" title="ถั่วลิสง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient520.jpg" alt="" width="450" height="352" /></a>เป็นหนุ่มและสาวอยู่เสมอถ้ากินถั่วลิสง</span></p>
<p>ถั่วลิสงเป็นพืชที่มีคุณค่าทางการบำรุงร่างกายสูงกล่าวกันที่ช่วยให้มีอายุยืน จนได้รับสมญานามว่า พืชอายุวัฒนะ ถั่วลิสงมีโปรตีนสูงประมาณ ๓๐% จะเป็นรองก็แต่ถั่วเหลืองเท่านั้น ปริมาณโปรตีนในถั่วลิสงสูงกว่าในข้าวสาลี ๑ เท่า สูงกว่าข้าว ๓ เท่า เมื่อเทียบกับไข่ไก่ นมวัว เนื้อสัตว์แล้ว ก็ไม่ด้อยกว่ากันนอกจากนี้โปรตีนในถั่วลิสงเป็นโปรตีนที่ร่างกายสามารถดูดชึมไปใช้ได้ง่าย คือร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ถึง ๙๐% นอกจากนี้ ถั่วลิสงยังประกอบไป</p>
<p>ด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ๘ ชนิด ในอัตราที่เหมาะสม ถั่วลิสงยังมีไขมัน วิตามิน บี ๒ โคลีน (choline) กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว เมธิโอนีน(Methionine) และวิตามิน เอ-บี-อี-เค แคลเชียม เหล็ก และธาตุอื่นๆ อีกกว่า ๒๐ ชนิดทุกส่วนของถั่วลิสง เช่นเม็ด เยื่อหุ้มเมล็ด เปลือก ใบ ลำต้น น้ำมันต่างมีสรรพคุณทางยาที่ต่างกัน</p>
<p>การบริโภคน้ำมันถั่วลิสงเป็นประจำ จะทำให้โคเลสเตอรอลในตับสลายตัวเป็นกรดน้ำดี (bileacid) ไม่เพียงแต่ลดโคเลสเตอรอลลงเท่านั้น ยังเป็นการป้องกันหลอดเลือดตีบ และโรคหัวใจของคนในวัยกลางวันและวัยสูงอายุได้<br />
ผลการทตลองทางการแพทย์พบว่า เยื่อหุ้มเมล็ดของถั่วลิสง สามารถยับยั้งการสลายของ Fibrinกระตุ้นกระดูกให้ผลิดเกล็ดเลือด (Thrombocyte) เพิ่มสมรรถภาพในการหดตัวของเส้นเลือดฝอย ช่วยในการห้ามเลือด<br />
ถั่วลิสงเป็นพืชที่ทุกคนกินดี เด็ก ๆ กินแล้วเสริมความจำ ช่วยในการเจริญเติบโต ส่วนคนแก่ช่วยบำรุงร่างกาย นอก<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient521.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2050 colorbox-2048" title="ถั่วลิสง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient521.jpg" alt="" width="400" height="276" /></a>จากนี้ยังนำถั่วลิสงมาปรุงเป็นตำรับยารักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น<br />
๑. ความดันโลหิตสูง ใช้เมล็ดถั่วลิสงแช่ในน้ำส้มสายชู ๗ วัน ให้เคี้ยวกินก่อนนอนครั้งละ ๗-๘ เม็ดกินติดต่อกัน ๗ วัน<br />
เปลือกถั่วลิสงล้างให้สะอาดแล้วตำให้แหลก ใช้ครั้งละ ๕๐-๑๐o กรัม ชงน้ำร้อนดื่มต่างน้ำชา สามารถใช้กับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ coronaryได้</p>
<p>หมายเหตุ ผู้ป่วยต้องวัดความดันโลหิตเป็นประจำ ถ้าไม่ได้ผลควรปรึกษาแพทย์</p>
<p>๒. เกล็ดเลือดต่ำ ถั่วลิสงพร้อมเยื่อหุ้มเมล็ด ๖๐ กรัม หรือคั่วกินวันละ ๓ ครั้งติดต่อกัน ๑ สัปดาห์ แต่ถั่วลิสงที่ชื้นและขึ้นรา จะเกิดสารอะฟลาทอกชิน(Aflatoxin) ซึ่งทำให้เกิดมะเร็งได้ ฉะนั้นควรเก็บในที่แห้งและมิดชิด ที่สำคัญที่สุดถั่วลิสงที่ขึ้นราไม่ควรบริโภคพืชตระกูลถั่วยังมีคุณค่าต่อมนุษยชาติอีกชนิดหนึ่งในระดับโลก ซึ่งความสำคัญของถั่วชนิดนี้ในปัจจุบันจะเป็นรองก็แต่ถั่วเหลืองเท่านั้น นอกจากนี้ยังเป็นถั่วที่มีลักษณะพิเศษ ต่างจากถั่วชนิดต่างๆ ที่เคยนำเสนอมาแล้ว ที่ล้วนเป็นถั่วที่มีผล (ฝัก)บนดินทั้งสิ้น แต่ถั่วชนิดนี้มีฝักอยู่ใต้ดิน นั่นคือถั่วที่คนไทย (ภาคกลาง)เรียกว่าถั่วลิสง</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient522.jpg"><img class="size-full wp-image-2051 alignleft colorbox-2048" title="ถั่วลิสง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient522.jpg" alt="" width="300" height="204" /></a>รู้จักถั่วลิสง : ถั่วใต้ดิน ถั่วลิสงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Arachis hypogaea Linn. ชื่อภาษาอังกฤษคือ groundnut, peanut คนไทยภาคกลางเรียก ถั่วลิสง หรือถั่วยี่สง (ในหนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล พ.ศ. ๒๔๑๖ เรียกว่า ถั่วยาสง) สำหรับภาคเหนือ และภาคอีสานเรียก ถั่วดิน ภาคใต้เรียก ถั่วใต้ดินจังหวัดประจวบ คีรีขันธ์เรียก ถั่วคุด</p>
<p>ถั่วลิสงเป็นพืชล้มลุกเนื้ออ่อน เป็นพุ่มเตี้ย ลำต้นราบไปตามพื้นดิน ใบประกอบด้วยใบย่อย ดอกขนาดเล็ก สีเหลือง เมื่อผสมเกสรแล้วก้านรัง-ไข่แทงลงใต้ดินฝักเติบโตใต้ดิน แต่ละฝักมีเมล็ด ๑-๕ เมล็ด ฝักยาวประมาณ ๒-๔ เซนติเมตร เปลือกนอกสีน้ำตาลอ่อน ค่อนข้างหนา ขรุขระ เปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาลหรือม่วง</p>
<p>ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของถั่วลิสง อยู่ในทวีปอเมริกาเขตร้อน ปัจจุบันถูกนำไปปลูกในประเทศเขตร้อนทั่วโลก เป็นพืชตระกูลถั่วที่ปลูกกันมากที่สุดรองลงมาจากถั่วเหลืองเท่านั้น ในประเทศไทยสันนิษฐานว่าถั่วลิสงเข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี หลังจากมีการติดต่อกับชาวตะวันตกแล้ว ถั่วลิสงนับเป็นถั่วยอดนิยมของชาวไทยมาเนิ่นนานตราบจนปัจจุบันถั่วลิสงในฐานะผักและอาหารส่วนของถั่วลิสงที่นำมาใช้เป็นอาหารคือเมล็ด โดยเฉพาะเมล็ดแก่ เช่นเดียวกับถั่วเขียวหรือถั่วเหลือง เมื่อจะบริโภคเป็นผักต้องนำมาเพาะให้งอกเสียก่อนเป็นถั่วงอก แต่คนไทยคุ้นเคยกับถั่วงอกของถั่วเขียวมากที่สุด รองลงมาคือถั่วงอกจาก เมล็ดถั่วเหลือง(ถั่วงอกหัวโต) ส่วน ถั่วงอกถั่วลิสงนั้นคนไทยรู้จักน้อยที่สุดส่วนใหญ่คนไทยจะรู้จักถั่วลิสงจากการนำเมล็ดมาทำอาหารชนิดต่างๆ ซึ่งมีมากมายหลายอย่าง เช่น ถั่วลิสงต้มทั้งฝักที่คนไทยคุ้นเคยที่สุด (แม้แต่ตามสี่แยกไฟแดงในกรุงเทพฯ ก็มีผู้ขายถั่วลิสงต้ม) หรือนำไปอบทั้งฝักก็เก็บได้นานและกรอบ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient523.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2052 colorbox-2048" title="ถั่วลิสง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient523.jpg" alt="" width="500" height="276" /></a>เมล็ดถั่วลิสงที่เอาเปลือกนอกออกแล้ว นิยมนำไปคั่วคลุกเกลือกินเป็นอาหารว่าง หรือนำไปประกอบอาหารต่างๆได้มากมาย เช่น ไก่สามอย่าง ที่ประกอบด้วยกุ้งแห้ง ตะไคร้หั่น และถั่วลิสงคั่ว เป็นหลัก นับเป็นอาหารตำรับคนไทยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงตำรับอาหารว่างยอดนิยมที่ ใช้ถั่วลิสงคั่วทั้งเมล็ดอีกอย่างหนึ่ง คือ เมี่ยงหรือเมี่ยงคำ(สุพรรณบุรี) ที่มีเครื่องปรุงมากมาย เช่น ขิง พริก มะพร้าวคั่ว หอมแดงมะนาวฝานทั้งเปลือก ฯลฯ รวมทั้งถั่วลิสงคั่วด้วย</p>
<p>อาหารยอดนิยมอีกตำรับหนึ่ง ของคนไทยคือ ส้มตำ ซึ่งถั่วลิสงคั่วก็เป็นส่วนประกอบสำคัญของส้มตำไทย(ภาคกลาง) จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นเครื่องแสดงความแตกต่างระหว่างส้มตำไทย(ภาคกลาง) กับส้มตำลาว(ภาคอีสาน)<br />
เมล็ดถั่วลิสงคั่วแล้วนำมาป่นอีกครั้ง นับเป็นเครื่องประกอบอาหารไทยที่แพร่หลายที่สุด เริ่มจากบนโต๊ะในพวงเครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวที่มักจะมีถั่วลิสงคั่วป่นอยู่ด้วย ส่วนอาหารที่ใช้ถั่วลิสงป่นปรุงมากตำรับที่สุดก็คือ อาหารจำพวกยำจานต่างๆ เช่น ยำเนื้อ ยำแขก(แบบไทย) ยำหัวปลีเผา ยำตับหมู ยำเปลือก กระท้อนยำมันแกว ยำส้มโอ ยำชมพู่อ่อน ยำมะม่วงดิบ ฯลฯ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient524.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2053 colorbox-2048" title="ถั่วลิสง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient524.jpg" alt="" width="500" height="375" /></a>เครื่องจิ้มบางตำรับก็ใช้ถั่วลิสงป่นเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ น้ำจิ้มมัน ทอด เผือกทอด หลนถั่วลิสง น้ำพริกเผาทรงเครื่อง และน้ำพริกถั่วปลานึ่งเป็นต้น</p>
<p>แหนมบางชนิดก็ใช้ถั่วลิสงเป็นเครื่องปรุง เช่น ยำแหนมสด นอกจากนั้น ยังมีปลาแนม หมูแนม ส่วนถั่วลิสงดิบทั้งเมล็ดนำมาต้มกับกระดูกหมู ก็เป็นกับข้าวจากถั่วลิสงที่รู้จักกันดีอีกตำรับหนึ่ง<br />
สำหรับของหวานจากถั่วลิสงที่ชาวไทยคุ้นเคย ก็คือถั่วตัด และ ถั่วลิสงเคลือบน้ำตาล(เคลือบช็อกโกแลต) เป็นต้น เมล็ดถั่วลิสงอาจนำไปทำเนยที่เรียกPeanut Butter หรือสกัด น้ำมันไปทำเนยเทียมก็ได้</p>
<p><span style="color: #99cc00;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient525.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2054 colorbox-2048" title="ถั่วลิสง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient525.jpg" alt="" width="500" height="374" /></a>ประโยชน์ด้านอื่นๆของถั่วลิสง</span><br />
ในตำราสรรพคุณสมุนไพร ได้บรรยายสรรพคุณของถั่วลิสงไว้ว่า<br />
เมล็ดถั่วลิสง : บำรุงกำลัง บำรุงไขข้อ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย<br />
เนื่องจากเมล็ดถั่วลิสงมีน้ำมัน อยู่มาก จึงใช้สกัดน้ำมัน ได้น้ำมันถั่วลิสงซึ่งสามารถใช้แทนน้ำมันมะกอกได้ ใช้ในอุตสาหกรรมปั่นด้าย อุตสาหกรรมสบู่ แชมพูและทำเป็นตัวละลายในยาชนิดฉีด เป็นต้น<br />
กากถั่วลิสงที่เหลือจากการสกัดน้ำมันใช้ทำอาหารสัตว์ได้ดี ส่วนลำต้นและใบใช้เป็นอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้อง เช่น วัว แพะ แกะ เปลือกฝักถั่วลิสงทำปุ๋ยหมัก หรือใส่กระถางต้นไม้ รักษาความชื้นและเป็นปุ๋ย</p>
<p>จากเรื่องราวด้านต่างๆของ ถั่วลิสงที่นำมาเสนอนี้ จะเห็นได้ว่าถั่วลิสงเป็นพืชที่มีประโยชน์ยิ่งต่อมนุษย์ทั้งด้านอาหาร อุตสาหกรรมการเกษตร และวัฒนธรรมในระดับโลก นับเป็นพืชที่เป็นของขวัญอันทรงค่าจากธรรมชาติอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งชาวไทยน่าจะช่วยกันใช้ประโยชน์ให้สมกับคุณค่าที่มีอยู่นั้น</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>February 23, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99/" title="ถั่วลิสง หรือถั่วดิน">ถั่วลิสง หรือถั่วดิน</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ถั่วลิสง หรือถั่วดิน</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 23 Feb 2012 05:31:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[ถั่วดิน]]></category>
		<category><![CDATA[ถั่วลิสง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2040</guid>
		<description><![CDATA[ถั่วลิสง หรือถั่วดิน (อังกฤษ: peanut หรือ groundnut) จัดเป็นพืชตระกูลถั่ว รสชาติและสรรพคุณ รสหวาน ช่วยบำรุงปอดและกระเพาะอาหาร แก้ไอ ขับปัสสาวะ กระตุ้นน้ำนม เหมาะกับผู้ที่มีอาการไอแห้ง ร่างกายอ่อนแอ คุณค่า มีน้ำมันถั่ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #99cc00;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient515.jpg"><img class="size-full wp-image-2041 alignleft colorbox-2040" title="ถั่วลิสง หรือถั่วดิน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient515.jpg" alt="" width="350" height="218" /></a>ถั่วลิสง หรือถั่วดิน (อังกฤษ: peanut หรือ groundnut) จัดเป็นพืชตระกูลถั่ว</span></p>
<p><span style="color: #ff0000;">รสชาติและสรรพคุณ</span><br />
รสหวาน ช่วยบำรุงปอดและกระเพาะอาหาร แก้ไอ ขับปัสสาวะ กระตุ้นน้ำนม เหมาะกับผู้ที่มีอาการไอแห้ง ร่างกายอ่อนแอ</p>
<p><span style="color: #008080;">คุณค่า</span><br />
มีน้ำมันถั่ว โปรตีน วิตามิน ชะลอความเสื่อมสภาพของร่างกาย บำรุงสมอง เสริมความจำ</p>
<p><span style="color: #808000;">ข้อพึงสังเกต</span><br />
ผู้ที่เป็นเชื้อราตามมือและเท้า หรือมีอาการท้องร่วง และผู้ที่มีอาการแพ้ ไม่ควรรับประทาน</p>
<p><span style="color: #3366ff;">คุณประโยชน์ของถั่วลิสง</span><br />
ถั่วลิสงเป็นพืชที่มีคุณค่าทางการบำรุงร่างกายสูงกล่าวกันที่ช่วยให้มีอายุยืน จนได้รับสมญานามว่า พืชอายุวัฒนะ ถั่วลิสงมีโปรตีนสูงประมาณ ๓๐% จะเป็นรองก็แต่ถั่วเหลืองเท่านั้น ปริมาณโปรตีนในถั่วลิสงสูงกว่าในข้าวสาลี ๑ เท่า สูงกว่าข้าว ๓ เท่า เมื่อเทียบกับไข่ไก่ นมวัว เนื้อสัตว์แล้ว ก็ไม่ด้อยกว่ากัน ในถั่วลิสงเป็นโปรตีนที่ร่างกายสามารถดูดชึมไปใช้ได้ง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ถึง ๙๐% นอกจากนี้ ถั่วลิสงยังประกอบไปด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ๘ ชนิด ในอัตราที่เหมาะสม ถั่วลิสงยังมีไขมัน วิตามิน บี ๒ โคลีน (choline) กรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว เมธิโอนีน (Methionine) และวิตามินเอ-บี-อี-เค แคลเชียม เหล็ก และธาตุอื่นๆ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient516.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2042 colorbox-2040" title="ถั่วลิสง หรือถั่วดิน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient516.jpg" alt="" width="450" height="301" /></a>การบริโภคน้ำมันถั่วลิสงเป็นประจำ จะทำให้โคเลสเตอรอลในตับสลายตัวเป็นกรดน้ำดี (bileacid) ไม่เพียงแต่ลดโคเลสเตอรอลลงเท่านั้น ยังเป็นการป้องกันหลอดเลือดตีบ และโรคหัวใจของคนในวัยกลางวันและวัยสูงอายุได้</p>
<p>ถั่วลิสงเป็นพืชที่ทุกคนกินดี เด็ก ๆ กินแล้วเสริมความจำ ช่วยในการเจริญเติบโต ส่วนคนแก่ช่วยบำรุงร่างกาย นอกจากนี้ยังนำถั่วลิสงมาปรุงเป็นตำรับยารักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมาย เช่นถั่วลิสง ลดเสี่ยงโรคหัวใจคนไข้เบาหวาน 44%<br />
วิทยาลัยแพทย์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างคนไข้เบาหวานผู้หญิงมากกว่า 6,000 คนซึ่งเป็นกลุ่มที่เสี่ยงโรคหัวใจ สโตรค (stroke =หลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต)</p>
<p>ผลการศึกษาพบว่า การกินถั่วลิสงเป็นอาหารว่าง (snack) หรือเนย (butter) 5 ครั้ง/สัปดาห์ขึ้นไปช่วยลดความเสี่ยง (ความน่าจะเป็น) โรคหัวใจกำเริบ (heart attack) ลงได้มากจนถึง 44%</p>
<p>กลไกที่เป็นไปได้คือ ถั่วลิสง (peanuts) ช่วยลดโคเลสเตอรอล หรือไขมันในเลือดชนิดเลว (LDL), ลดการอักเสบ, และทำให้สุขภาพหลอดเลือดหัวใจดีขึ้น ขนาดที่ช่วยปกป้องหัวใจ คือ 5 ส่วนบริโภค (servings) ต่อสัปดาห์ = ถั่วลิสงต้ม 1 ฝ่ามือ ไม่รวมนิ้วมือผู้ใหญ่ผู้หญิง (เรียงเม็ดกัน ไม่พูนหรือซ้อนกัน) =เนยถั่วลิสง 1 ช้อนโต๊ะ</p>
<p>สหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งมีประชากรใกล้เคียงกับไทยมีคนไข้เบาหวานชนิดที่ 2 หรือเบาหวานที่พบในผู้ใหญ่ และเด็กอ้วน 2.25 ล้านคน โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายใหญ่ของคนไข้เบาหวาน การกินถั่วลิสงให้ดีควรลดปริมาณอาหารอื่นลงไปตามส่วน โดยเฉพาะถ้าลดอาหารทอด + ออกแรง-ออกกำลังเพิ่มด้วย จะได้ผลดีมาก</p>
<p>ถั่งลิสงที่ดีกับสุขภาพควรเป็นถั่วต้ม ไม่เติมเกลือหรือน้ำตาล และไม่ผ่านการทอด เนื่องจากการทอดจะทำให้น้ำมันชนิดดีในถั่วซึมออก น้ำมันที่ใช้ทอดซึมเข้า</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient517.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2043 colorbox-2040" title="ถั่วลิสง หรือถั่วดิน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient517.jpg" alt="" width="439" height="500" /></a>สรรพคุณ / ประโยชน์ของถั่วลิสง</span></p>
<p>- ก้านและใบ ใช้สดและแห้งถ้าสดใช้ประมาณ 40 กรัม ถ้าใช้แห้งประมาณ 30 กรัม นำมาต้มกินน้ำหรือใช้ภายนอกตำพอกรักษาแผลหกล้มกระทบกระแทกหรือแผลที่มีหนองเรื้อรังใช้กินเป็นยาลดความดันโลหิตสูง นอกจากนี้แล้วในก้านและใบยังมีสาร 1-pentene-3-ol, l-hexanol, linalool, -terpinol และgeraniol</p>
<p>- เมล็ด ใช้แห้งประมาณ 60-100 กรัม นำมาบดชงหรือต้มกินจะมีรสชุ่มหล่อลื่นปอดรักษาอาการไอแห้ง ๆ บำรุงกำลัง บำรุงน้ำนมในสตรีหลังคลอดที่มีน้ำนมน้อย สมานกระเพาะอาหารและในเมล็ดนั้นจะมีน้ำมันประมาณ 40-50% สารประกอบพวกที่มีไนโตนเจน เซลลูโลส แห้ง เถ้า และพวกวิตามินต่าง ๆ สารไนโตรเจนนอกจากจะเป็นโปรตีนแล้วยังมีพวกกรดอมิโน อัลคาลอยด์ และวิตามินได้แก่วิตามินบีหนึ่ง</p>
<p>- น้ำมันจากเมล็ด ใช้ประมาณ 30-60 มล. นำมาผสมกินจะมีรสชุ่ม เป็นยาระบาย หล่อลื่นลำไส้ ถ้าใช้ภายนอกให้ใช้ทาถูนวด นอกจากนี้แล้วน้ำมันในเมล็ดยังประกอบด้วยกรดไขมันและกลีเซอไรด์</p>
<p>- อื่น ๆ ถั่วลิสงเป็นพรรณไม้ที่ให้น้ำมันมากและเมล็ดยังใช้ทำเป็นขนมและผสมในลูกกวาด ช็อกโกแลต ใส่แกงต้มจืด นอกจากนี้ยังทำเป็นเนยเทียมก็ได้ ส่วนกากของเมล็ดนั้นบีบน้ำมันให้เป็นกรดอมิโนอาจินีน (arginine) และกรดกลูตามิค (glutamic acid) แล้วยังใช้เป็นอาหารสัตว์ทำปุ๋ยหรือเป็นยาฆ่าแมลง และน้ำมันจากเมล็ดนี้ยังใช้ถูทารักษาอาการปวดตามข้อและปวดตามกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังใช้เป็นตัวทำละลายของยาฉีดที่ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบางชนิดหรือใช้ทำยาเตรียมพวก Iiniments ทำปลาสเตอร์ ทำสบู่ใช้เช่นเดียวกับน้ำมันโอลีฟและยังใช้เป็นพวกน้ำมันหล่อลื่นในเครื่องจักรเมล็ดถั่วลิสงและน้ำมันใช้เป็นอาหารตำรับยา</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient518.jpg"><img class="size-full wp-image-2044 alignright colorbox-2040" title="ถั่วลิสง หรือถั่วดิน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient518.jpg" alt="" width="300" height="205" /></a>1. สำหรับสตรีหลังคลอดบุตรใหม่ มีน้ำนมน้อย ใช้เมล็ดประมาณ 100 กรัม และขาหมูขาหน้าเอามาต้มกิน</p>
<p>2. อาการไอแห้ง ๆ เรื้อรัง และเด็กที่ชอบไอกรน ให้ใช้เมล็ดถั่วต้มใส่น้ำตาลกรวดหรือเกลือกิน</p>
<p>3. ขาเป็นเหน็บชาบ่อย ๆ ให้ใช้เมล็ดสดและต้องมีเยื่อหุ้มเมล็ดอยู่ประมาณ 100 กรัมและถั่วแดง ประมาณ 100 กรัม เปลือกผลของพุทราจีนประมาณ 100กรัม ใช้ต้มกินหลาย ๆ ครั้ง</p>
<p>ข้อมูลทางคลีนิค</p>
<p>1. รักษาโรคตับอักเสบเป็นดีซ่านอย่างเฉียบพลัน</p>
<p>2. รักษาเยื้อตาอักเสบอย่างเฉียบพลันชนิดที่ติดต่อได้</p>
<p>3. ใช้ฉีดเป็นยาสลบ</p>
<p>4. รักษาอาการนอนละเมอผิดปรกติ</p>
<p>5. รักษาพยาธิไส้เดือนที่อุดตันในลำไส้</p>
<p>6. รักษาโรคบิดแบคทีเรียอย่างเฉียบพลัน</p>
<p><span style="color: #808000;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient519.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2045 colorbox-2040" title="ถั่วลิสง หรือถั่วดิน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient519.jpg" alt="" width="500" height="345" /></a>ข้อมูลทางเภสัชวิทยา</span></p>
<p>1. น้ำมันถั่วลิสง กับการเกิดอาการโรคหลอดเลือดแข็งตัว (Arteriosclerosis)</p>
<p>2. น้ำมันถั่วลิสงที่ใช้เป็นยาฉีดจะมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคบางชนิดได้เล็กน้อย</p>
<p>3. ฤทธิ์อื่น ๆ ในเมล็ดถั่วลิสงจะมีสารที่ทำให้เป็นเม็ดเลือดแดงของคนที่ผานเอนไซม์นิวรามิเดส (Neuramidase) มาก่อนจะจับตัวกัน (Vegetableagglutinin) จัดเป็นสารที่ต่อต้านสารพ (Anti-P agglutinin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว</p>
<p>4. ห้ามโลหิต รักษาอาการโลหิตออกง่ายในโรคฮีโมฟิลเลีย (Haemophilia)</p>
<p>พจนานุกรม สมุนไพรไทย ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม<br />
ขอขอบคุณข้อมูลจาก samunpri ขอขอบคุณรูปภาพจากอินเตอร์เน็ต</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>February 24, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%b9%e0%b9%88%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1/" title="เป็นหนุ่มและสาวอยู่เสมอถ้ากินถั่วลิสง">เป็นหนุ่มและสาวอยู่เสมอถ้ากินถั่วลิสง</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%87-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไวน์แดงแทนนิน</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 22 Feb 2012 05:19:20 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[แทนนิน]]></category>
		<category><![CDATA[ไวน์แดง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2033</guid>
		<description><![CDATA[ไวน์แดงแทนนิน ไวน์แดงกับแทนนินเป็นของคู่กัน ถ้าไม่มีแทนนินไวน์แดงจะไม่มีสีแดงเข้มชวนมอง ไม่มีความฝาดที่จะไปสร้างความสมดุลกับแอลกอฮอล์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient511.jpg"><img class="size-full wp-image-2034 alignleft colorbox-2033" title="ไวน์แดงแทนนิน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient511.jpg" alt="" width="200" height="375" /></a><span style="color: #33cccc;">ไวน์แดงแทนนิน</span><br />
ไวน์แดงกับแทนนินเป็นของคู่กัน ถ้าไม่มีแทนนินไวน์แดงจะไม่มีสีแดงเข้มชวนมอง ไม่มีความฝาดที่จะไปสร้างความสมดุลกับแอลกอฮอล์ แอซิดิตี้และน้ำตาลในไวน์เมื่อคอไวน์พูดถึงไวน์แดงจะนึกถึงแทนนินก่อนเสมอ บางคนดื่มแต่ไวน์แดงไม่ยอมดื่มไวน์ขาวเพราะหลงใหลได้ปลื้มกับแทนนิน บางคนดื่มเฉพาะไวน์ขาวไม่แตะไวน์แดงเลย ถ้าไม่เพราะแพ้ก็ต้องเป็นคนที่เกลียดแทนนินไวน์เป็นเครื่องดื่มที่น่าพิศวง เมื่อคอไวน์ได้ดมดื่ม จะเกิดความรู้สึกเหมือนได้สัมผัสสิ่งที่คุ้นเคย เช่น กลิ่นทุ่งหญ้า กลิ่นไม้สด หนังสัตว์และเห็ด เป็นต้น กลิ่นเหล่านี้มีที่มาครับ บางส่วนมาจากผลองุ่น บางส่วนมาจากการบ่มในถังโอ้ค บางส่วนเกิดจากจินตนาการของเราเอง และบางส่วนก็มาจากแทนนินถ้าเปรียบไวน์เป็นร่างกายมนุษย์ แอลกอฮอล์จะเป็นแกนเหมือนโครงกระดูก แทนนินเป็นเนื้อหนังมังสาที่ห่อหุ้มให้มีมวล ทำให้ไวน์มีน้ำหนัก มีรูปร่างน่าแตะต้องสัมผัส แล้วแทนนินคืออะไร มาจากไหน สำคัญต่อไวน์อย่างไร</p>
<p>แทนนิน (Tannin) เป็นกลุ่มของสารเคมีที่มีอยู่ตามธรรมชาติในเปลือกของต้นไม้บางชนิด อย่างเช่นอบเชย มีอยู่ในใบชา และในผลไม้อีกหลายชนิดรวมทั้งองุ่นด้วยเมื่อเราผ่าผลองุ่น จะเห็นตรงกลางเป็นเนื้อสีขาวใสหรือชมพูอ่อนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นน้ำ แทนนินจะอยู่ที่เปลือก เมล็ดและก้าน ทั้งสีทั้งกลิ่นและรสขององุ่นจะอยู่รวมกันที่เปลือกและเส้นใยที่อยู่ระหว่างเปลือกกับเนื้อเป็นการยากที่จะอธิบายให้ชัดเจนว่าแทนนินมีรสอย่างไร ที่จริงมันเป็นความรู้สึกมากว่าเป็นรส จะรู้สึกฝืด ๆ เหมือนกระดาษทรายตรงบริเวณกลางจนถึงโคนลิ้นรวมทั้งบริเวณด้านหลังของขากรรไกรด้วย ถ้าจะเรียกว่ารสเฝื่อนก็ไม่ใช่จะว่าฝาดก็ไม่เชิง ต้องลองเคี้ยวเม็ดองุ่นดู จะได้ความรู้สึกนั้นองุ่นที่รับประทานเป็นผลไม้ จะต่างจากองุ่นใช้ทำไวน์ องุ่นที่รับประทานมีการพัฒนาให้ลูกใหญ่ เปลือกบาง เมล็ดน้อยจนบางทีก็ไม่มี ส่วนองุ่นทำไวน์ คนทำไวน์ต้องการให้องุ่นลูกเล็ก เปลือกหนา รสหวานจัด เพื่อให้มีแทนนินมาก ๆ และระดับน้ำตาลสูง ๆ เมื่อทำไวน์จะได้ไวน์ที่มีสี กลิ่น รส และแทนนินที่ดีในขั้นตอนการทำไวน์ขาว เขาจะเลี่ยงไม่ให้น้ำองุ่นสัมผัสกับเปลือกมาก เพราะเปลือกองุ่นเขียวไม่มีประโยชน์และทำให้ไวน์ขม จึงถูกคัดออกในช่วงต้น กลิ่นไม้และครีมในไวน์ขาวเกิดจากการบ่มในถังโอ้ค ส่วนขั้นตอนการทำไวน์แดง เปลือกองุ่นแดงเป็นองค์ประกอบสำคัญ เพราะมีแทนนินซึ่งให้สารสีแดงและเป็นตัวสร้างกลิ่นรสให้กับไวน์ น้ำองุ่นถูกหมักพร้อมเปลือก เมล็ด หรืออาจจะมีก้านด้วยประมาณ 10 วัน ในระหว่างนั้น คนทำไวน์ต้องคอยหมั่นกดเปลือกและเมล็ดที่ลอยขึ้นมาให้จมลงไปวันละหลายครั้ง เพื่อให้น้ำองุ่นดูดแทนนินออกมา<br />
<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient512.jpg"><img class="size-full wp-image-2035 alignright colorbox-2033" title="ไวน์แดงแทนนิน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient512.jpg" alt="" width="200" height="260" /></a>ขั้นตอนสำคัญในการทำไวน์แดง อยู่ที่การจัดการให้มีระดับแทนนินที่เหมาะสม เพราะมีผลต่อคุณภาพและบุคลิกของไวน์ คนทำไวน์จะระวังเป็นพิเศษในการบีบลูกองุ่นให้แตกก่อนหมัก การบีบจะต้องทำอย่างนุ่มนวล ถ้ารุนแรงเกินไปจะทำให้ไวน์ขม เวลาที่ใช้ในการแช่เปลือกองุ่นก็สำคัญ ถ้าปล่อยให้แช่นานเกินไป</p>
<p>ไวน์จะฝาดเฝื่อนเหมือนชาที่ชงแก่เกินไปแทนนินมีน้อยมากในไวน์ขาว แต่มีมากและเข้มข้นในไวน์แดงใหม่ แล้วค่อย ๆ นุ่มนวลลงตามกาลเวลาเมื่อผ่านการบ่มในถังโอ้คและขวด องุ่นแต่ละสายพันธุ์มีระดับแทนนินต่างกัน องุ่น Syrah, Nebbiolo และ Cabernet Sauvignon จะมีระดับแทนนินสูงกว่าพันธุ์อื่น ส่วนองุ่น Merlot และ Pinot Noir มีแทนนินน้อยและนุ่มนวลกว่า การทำไวน์จึงสามารถทำออกมาได้หลากหลายสไตล์ ขึ้นอยู่้กับการเลือกพันธุ์องุ่นและวิธีจัดการกับแทนนินแทนนินในไวน์แดงได้มาจากทั้งเปลือกองุ่นและการบ่มในถังโอ้ค แทนนินจากถังโอ้คต่างกับที่ได้จากเปลือกองุ่นมาก เพราะเป็นแทนนินที่ให้ความกลมกล่อมแทนที่จะให้ความขมฝาด จึงช่วยขัดเกลาแทนนินจากเปลือกองุ่นให้อ่อนโยนนุ่มนวลลง เหมือนการเติมนมสดลงในกาแฟดำแทนนินในน้ำไวน์จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามกาลเวลา เมื่อเวลาผ่านไป โมเลกุลของแทนนินจะจับตัวกันเป็นตะกอนตกลงที่ก้นขวด แทนนินจะเปลี่ยนเป็นนุ่มลง ความขมฝาดของไวน์จะลดลงและหมดไปในที่สุดสารบางตัวในแทนนินทำหน้าที่ป้องกันการเน่าเสียให้กับไวน์ได้ จึงทำให้ไวน์แดงชั้นดีสามารถเก็บได้นานเป็นสิบปี ไวน์ชั้นดียิ่งบ่มนานจะยิ่งพัฒนาให้มีความซับซ้อนของทั้งกลิ่นและรส ไวน์ขาวที่ไม่มีแทนนินจึงต้องดื่มเมื่ออายุยังน้อยนอกจากนั้น แทนนินยังมีสารบางตัวที่มีผลดีต่อร่างกายมนุษย์ รายงานทางสุขภาพหลายชิ้นระบุว่าแทนนินช่วยบำรุงให้หัวใจแข็งแรง สารชนิดนี้มีอยู่ในผลไม้เปลือกดำ เช่น องุ่น เบอรี่ เป็นต้น<br />
<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient513.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2036 colorbox-2033" title="ไวน์แดงแทนนิน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient513.jpg" alt="" width="405" height="500" /></a>ในการชิมไวน์ ผู้รู้แนะนำว่าไม่ควรชิมไวน์ขาวหลังไวน์แดง เพราะความฝาดของแทนนินจะไปเคลือบลิ้น ทำให้ความสดชื่นซึ่งเป็นส่วนสำคัญของไวน์ขาวหายไป ไวน์ขาวจะจืดและรสชาติผิดเพี้ยนแม้แทนนินจะเป็นองค์ประกอบสำคัญของไวน์แดง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ายิ่งมีมากยิ่งดี ถ้าแทนนินมากไป จะทำให้ไวน์ฝาดขมและกลบกลิ่นรสของผลไม้ให้ด้อยลง แต่ถ้ามีน้อยไปจะทำให้ไวน์แบน จืดชืดและขาดรสชาติ ว่าไปแล้ว ไวน์แดงที่ไร้แทนนินจะหมดสภาพความเป็นไวน์ เป็นได้แค่น้ำผลไม้ปนแอลกอฮอล์เท่านั้นเอง<br />
ในความหลากหลายของไวน์ นอกจากความต่างกันในกลิ่น รส และแอลกอฮอล์แล้ว ไวน์แต่ละตัวยังมีระดับแทนนินที่ต่างกัน การดื่มไวน์ให้มีความสุข จะต้องเลือกไวน์ที่มีบุคลิกต้องกับรสนิยมของเรา ก่อนซื้อไวน์จึงควรศึกษาด้วยว่าเราชอบแทนนินแบบไหน จึงจะเลือกไวน์ได้ถูกตัวแต่ที่สำคัญ เมื่อเลือกไวน์ถูกตัวแล้วยังต้องเลือกหยิบมาดื่มให้ถูกเวลาด้วย ต้องให้ได้ตอนที่แทนนินกำลังนุ่มนวลลงตัว ไม่กระโดกกระเดกเหมือนเด็กวัยซนหรืออ่อนล้าโรยแรงจนเหมือนคนวัยใกล้ฝั่ง</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient514.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2037 colorbox-2033" title="ไวน์แดงแทนนิน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient514.jpg" alt="" width="396" height="500" /></a>แพทย์พบอิทธิฤทธิ์ใหม่ของเหล้าองุ่น ไวน์แดงปลุกอารมณ์นักวิจัยเมืองมักกะโรนี พบ กลุ่มผู้ที่ดื่มไวน์แดงหากดื่มในปริมาณปานกลาง จะมีระดับความต้องการทางเพศสูงกว่าเพื่อนที่ดื่มเหล้าชนิดอื่น&#8230;</p>
<p>หมอ เมืองมะกะโรนีกล่าวเตือนสตรีทั้งหลายว่า ดื่มเหล้าไวน์แดงเพียงแก้วเดียวหรือ 2 แก้วเท่านั้น จะไปปลุกอารมณ์ อาจทำให้พลาดพลั้งเผลอสติได้คณะแพทย์มหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ ได้พบในการศึกษาว่า สารเคมีที่มีอยู่ในเหล้าไวน์แดง จะช่วยขับเลือด ให้ไปเลี้ยงบริเวณสำคัญๆของร่างกายมากขึ้น ก่อให้เกิดความรู้สึกแปลกๆขึ้น</p>
<p>คณะ นักวิจัยได้ศึกษา โดยระดมสตรีวัยระหว่าง 18-50 ปี 800 คน ซึ่งต่างมีสุขภาพทางเพศปกติ แบ่งออก เป็น 3 พวก พวกแรก เป็นผู้ที่ดื่มเหล้าไวน์วันละ 1-2 แก้วเป็นประจำอยู่แล้ว พวกที่ 2 ดื่มประจำเหมือนกัน แต่วันละเล็กน้อยไม่เกิน 1 แก้ว นอกนั้นเป็นผู้ไม่แตะสุรายาเมาเลย โดยขอให้แต่ละคนกรอกแบบสอบถามที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับกามารมณ์จากการ วิเคราะห์คะแนนได้ผลว่า กลุ่มที่ดื่มเหล้า ไวน์แดงในปริมาณปานกลาง จะมีระดับความต้องการทางเพศสูงกว่าเพื่อนที่ดื่มเหล้าชนิดอื่น หรือผู้ที่ไม่เป็นนักดื่มเลย</p>
<p>นักวิจัยได้อธิบายว่า ผลการค้นพบครั้งนี้ แม้จะต้องพินิจพิจารณาดูอย่างระมัดระวัง ถึงกระนั้นมันก็ยังส่อให้เห็นถึงความเกี่ยวพันของการดื่มเหล้าไวน์แดง กับสมรรถภาพทางเพศที่ทวีขึ้น&#8221;.</p>
<p style="text-align: right;">ไทยรัฐออนไลน์</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%97%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไวน์แดง (Red wine)</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-red-wine/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-red-wine/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 21 Feb 2012 05:08:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2025</guid>
		<description><![CDATA[ไวน์แดง (Red wine) ไวน์ (อังกฤษ: wine; ฝรั่งเศส: vin) คือ เมรัยอันผลิตจากน้ำองุ่น แต่ก็อาจใช้กับเครื่องดื่มที่ทำจากน้ำผลไม้อื่นเช่นกัน ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเกิดจากการหมักน้ำตาลในองุ่น ไวน์แดง (Red wine) หรือ (vin rouge) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #ff0000;">ไวน์แดง (Red win<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient506.jpg"><span style="color: #ff0000;"><img class="size-full wp-image-2026 alignleft colorbox-2025" title="ไวน์แดง (Red wine)" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient506.jpg" alt="" width="300" height="300" /></span></a>e)</span></p>
<p>ไวน์ (อังกฤษ: wine; ฝรั่งเศส: vin) คือ เมรัยอันผลิตจากน้ำองุ่น แต่ก็อาจใช้กับเครื่องดื่มที่ทำจากน้ำผลไม้อื่นเช่นกัน ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเกิดจากการหมักน้ำตาลในองุ่น</p>
<p>ไวน์แดง (Red wine) หรือ (vin rouge) ไวน์ที่ได้จากการผสมระหว่างไวน์ 2 ชนิดเรียกว่า ไวน์สีชมพู (Ros? หรือว่า Pink wine) [ ros? แปลว่าสีชมพู ถ้าใช้กับ wine เรียกว่า ros? ไปเลยไม่ต้องเรียก vin ros?] ส่วนไวน์ที่มีการอัดก๊าซลงไป จะเรียกว่า สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling wine) สปาร์กลิงไวน์เป็นการเลียนแบบ แชมเปญ (Champagne)</p>
<p>ก่อนที่จะมาดูรายละเอียดขอเล่าประวัติของไวน์นิดนะค่ะ<br />
ประวัติ<br />
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีมาหลายพันปีแล้ว มีการค้นพบโถโบราณบรรจุเมล็ดองุ่นไร่ซึ่งมีอายุนับเนื่องขึ้นไปกว่า 8,000 ปี ก่อนคริสตกาลนอกจากที่ประเทศอิหร่านแล้ว ยังมีการพบร่องรอยของเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้จากกรรมวิธีการหมักแบบเดียวกับไวน์ในสมัย 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ทางตอนเหนือของประเทศจีน<br />
<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient507.jpg"><img class="size-full wp-image-2027 alignleft colorbox-2025" title="ไวน์แดง (Red wine)" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient507.jpg" alt="" width="255" height="329" /></a>ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่าง ๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิงในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้</p>
<p><span style="color: #ff6600;">ส่วนประกอบของไวน์</span><br />
ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของไวน์คือแอลกอฮอล์ที่ละลายในน้ำ และส่วนผสมทางเคมีอื่น ๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นสารระเหยและสารไม่ระเหย ทั้งสารละลายและสารแขวนลอย ปกติแล้ว ปริมาณของแอลกอฮอล์จะอยู่ระหว่าง 9-15 เปอร์เซ็นต์ต่อปริมาณน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ในไวน์ส่วนใหญ่เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และยังพบตัวทำละลายประเภทกลีเซอรอล ซอร์บิทอล และบูตีแลนกลีคอลด้วยนอกจากนั้น ไวน์ยังประกอบด้วยน้ำตาลชนิดต่าง ๆ ทั้งกลูโคส ฟรุคโตส ในปริมาณที่แตกต่างกันไป ตั้งแต่ 1-2 กรัมต่อลิตร ในดรายไวน์ที่หมักจนน้ำตาลกลายเป็นแอลกอฮอล์แล้ว จนถึง 50-60 กรัมต่อลิตร ในไวน์หวานที่กระบวนการหมักบ่มยังไม่สมบูรณ์กรดต่าง ๆ ทั้งกรดมาลิก กรดซิตตริก กรดทาทาริก กรดอะซีติก กรดแลกติก กรดซัคซินิกส่วนผสมอื่น ๆ เช่น แทนนิน แอนโทซีอันรงควัตถุ (pigment) ต่างๆ เช่น แอนโทไซยานิน</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient508.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2028 colorbox-2025" title="ไวน์แดง (Red wine)" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient508.jpg" alt="" width="500" height="500" /></a>การแบ่งประเภทไวน์</span><br />
ในหลาย ๆ ประเทศจะแบ่งประเภทไวน์ตามพันธุ์ขององุ่นที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบ และในประเทศฝรั่งเศสมีการแบ่งประเภทไวน์ตามพื้นที่แหล่งผลิตหรือกรู(ฝรั่งเศส: cru) ผู้ผลิต และปีที่ผลิต</p>
<p><span style="color: #ff6600;">ไวน์แดง</span><br />
ไวน์แดง (อังกฤษ: red wine)ตัวอย่างไวน์แดงที่ได้รับความนิยม<br />
บาโรโล (Barolo) &#8211; อิตาลี<br />
บรูเนลโลดีมอนตัลชีโน (Brunello di Montalcino) &#8211; อิตาลี<br />
โบโชเล (Beaujolais) &#8211; ฝรั่งเศส<br />
บอร์โด (Bordeaux) &#8211; ฝรั่งเศส<br />
บูร์กอญ (Bourgogne) หรือบูร์กันดี (Burgundy) &#8211; ฝรั่งเศส<br />
กาแบร์เนโซวีญง (Cabernet Sauvignon) &#8211; ฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย ออสเตรเลีย มอลโดวา แอฟริกาใต้<br />
การ์เมเนเร (Carmenere) &#8211; ชิลี<br />
กีอันตี (Chianti) &#8211; อิตาลี<br />
แมร์โล (Merlot) &#8211; ฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย วอชิงตัน ชิลี แอฟริกาใต้<br />
ปีโนนัวร์ (Pinot Noir) &#8211; ฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย ออริกอน แอฟริกาใต้<br />
พิโนเทจ (Pinotage) &#8211; แอฟริกาใต้<br />
เรียวคา (Rioja) &#8211; สเปน<br />
ซีรา/ชีรัซ (Syrah/Shiraz) &#8211; ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนีย แอฟริกาใต้<br />
วัลโปลีเชลลา (Valpolicella) &#8211; อิตาลี<br />
ซินฟันเดล (Zinfandel) &#8211; แคลิฟอร์เนีย</p>
<p>แต่วันนี้จะมาบอกคุณประโยชน์ของไวน์แดงกันเพราะว่า ไวน์แดงสัมพันธ์กับการลพความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวจ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นแหล่งสำคัญของไฟโทเคมิคอลเรสเวอราทรอล</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient509.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2029 colorbox-2025" title="ไวน์แดง (Red wine)" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient509.jpg" alt="" width="500" height="300" /></a>วิธีการทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด</span><br />
การทานให้ประโยชน์คงต้องดูแหล่งที่มาของวัตถุดิบว่ามาจากที่ไหน เพาะความเข้มข้นของเรสเวอราทรอลในไวน์จะแตกต่างไปตามชนิดขององุ่นและสถานที่ปลูก องุ่นไพนอตเนียร์และองุ่นที่ปลูกในเขตอบอุ่นที่มีความชื้นบ้าง เช่น ที่เบอร์กานดี บอร์โดและหุบเขาชิเลียน มีเรสเวอราทรอลมากเป็นพิเศษ</p>
<p><span style="color: #339966;">ปริมาณที่ควรทาน</span><br />
ทาน 1-2 แก้วต่อวัน ประมาณ 125 มล. อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพแอลกอฮอล์ในไวน์ช่วยส่งเสริมการดูดซึมของฟีโนลิกในไวน์ด้วย</p>
<p><span style="color: #800000;">ประโยชน์ที่สำคัญ</span><br />
เรสเวอราทรอลพบในเปลือกองุ่น (ทำหน้าที่ฆ่าเชื้อราตามธรรมชาติให้กับองุ่น) ไวน์แดงนั้นเป็นแหล่งที่สำคัญของไฟโทเคมิคอลชนิดนี้ ไวน์แดงมีชื่อเสียงในเรื่องประโยชน์ต่อสุขภาพ การดื่มเป็นประจำอาจช่วยลดการเกิดโรคหัวใจ ไม่ได้แนะนำให้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลนะค่ะ(เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดใดก็ตามในปริมาณปานกลางมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจทั้งสิ้น แม้จะบริโภคไขมันอิ่มตัวปริมาณสูงก็ตาม)</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient510.jpg"><img class="size-full wp-image-2030 alignleft colorbox-2025" title="ไวน์แดง (Red wine)" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient510.jpg" alt="" width="300" height="391" /></a>โรคหัวใจกับไวน์</span><br />
งานวิจัยพบว่าเรสเวอราทรอลยับยั้งการรวมตัวของออกซิเจนกับคอเลสเตอรอลความหนาแน่นต่ำที่เป็นอันตราย และการรวมตัวของเกล็ดเลือด จึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งตัวไวน์แดงยังมีฟ๊โนลิกชนิดอื่นๆประกอบด้วย พบว่าเรสเวอราทรอลถูกดูดซึมได้ดี และเพิ่มระดับการต้านอนุมูลอิสระในเลือด ไวน์แดงมีผลดีต่อคอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นสูงซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่ดี และช่วยคลายหลอดเลือด (โดยเพิ่มการหลั่งกรดไนทริก)</p>
<p><span style="color: #00ccff;">ไวน์แดงดีต่อสุขภาพ</span><br />
เอาใจนักดื่มกันหน่อยคะ ใครที่ชอบการดริ้งค์เป็นชีวิตจิตใจ ฟังทางนี้ สุราเมรัยถึงแม้จะทำให้คุณเมาไม่รู้เรื่องและทำลายสุขภาะแต่ไม่ใช่เจ้า “ไวน์แดง”ซึ่งปัจจุบันไวน์แดงก็รู้ๆกันอยู่ว่ามีประโยขน์ต่อร่างกายและขึ้นชื่อมากว่าดีต่อหัวใจ ช่วยสลายไขมันที่อยู่ในหลอดเลือด ส่งผลให้ไขมันไม่อุดตันในเส้นเลือดไวน์นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติดีแล้ว การดื่มไวน์ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อีกด้วย และไวน์มีส่วนช่วยป้องกันเกล็ดเลือดแข็งตัวและป้องกันระบบประสาท ทำให้อายุยืนขึ้นอีกหลายปีไวน์แดงมีรสชาติที่กลมกล่อม แต่ต้องเป็นชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอลนะ ถึงจะมีสรรพคุณช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียไม่ให้เกาะผิวเคลือบฟัน ส่งผลให้ไม่มีแมงมากินฝันเรา ฟันไม่ผุ ใครที่กลัวฟันผุก็จิบไวน์แดงวันละหน่อย พอเป็นพิธี หรือจะใช้วิธีอื่นก็ไม่ว่ากันคะถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ขึ้นชื่อว่าของมึนเมา หากดื่มไปในปริมาณมากจนเกิดอาการมึนเมา ขาดสติ ก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน ทางที่ดีควรดื่มให้พอดี นั้นแหละถึงเรียกว่ากินให้บำรุงร่างกาย หรือเปลี่ยนจากไวน์มาเป็นผลิตภัณฑ์อื่นที่บำรุงร่างกายก็ได้คะ</p>
<p><span style="color: #800080;">การดื่มไวน์แดง (Red wine)</span><span style="color: #ff9900;">เทคนิคในการดื่มไวน์แดง</span><br />
<span style="color: #339966;">อาหาร กับ ไวน์แดง :</span>โดยปกติแล้วไวน์แดง(Red wine) จะมีความฝาด เพราะเกิดจากการหมักทั้งเปลือก, ก้าน, และผลขององุ่นรวมกัน (Tanin) และถ้าคุณนำไวน์แดง ดื่มคู่กับอาหารที่มีรสชาติเข้ากันได้กับไวน์ ก็จะทำให้ไวน์แดงมีรสชาติดีขึ้นอย่างมาก เช่น ถ้าเราดื่มไวน์แดง ที่มาจากแค้วน Medoc ของประเทศฝรั่งเศส กับซี่โครงแกะย่างซึ้งจะมีกลิ่นสาบของเนื้อแกะเล็กน้อย ก็จะทำให้รสชาติของไวน์แดง(Red wine) ดียิ่งขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff9900;">แก้ว กับ ไวน์แดง :</span>แก้วที่ใช้ดื่มไวน์นั้นก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นความบางของแก้ว หรือรูปทรงของแก้ว ก็ส่งผลต่อรสชาติของไวน์เหมือนกัน เช่น ถ้าคุณใช้แก้วไวน์ที่บาง และมีรูปทรงทิวลิป เวลาที่คุณดื่มจะให้รสชาติที่ดี และกลิ่นที่หอมกว่าแก้วใบหนา รูปทรงแก้วตรงๆ ทื่อๆที่เป็นเช่นนี้เพราะ แก้วที่ออกแบบมาเพื่อการดื่มไวน์นั้น จะถูกออกแบบให้สามารถแกว่งไวน์ไปมาได้ ทำให้ตัวไวน์ได้สัมผัสกับอากาศ และเกิดปฎิกิริยาทางเคมีที่ทำให้กลิ่นของไวน์นั้นหอมมากขึ้น</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">อุณหภูมิ กับ ไวน์แดง :</span>ได้ศึกษาตำราฝรั่งหลายๆ เล่ม ได้แนะนำให้ดื่มไวน์ในอุณหภูมิห้อง (Room Temperature) แต่อุณหภูมิห้องของเมืองไทยเรา กับต่างประเทศนั้นต่างกันอย่างมาก คืออุณหภูมิห้องบ้านเขาอยู่ที่ 17 &#8211; 19 องศาเซลเซียส ดังนั้นในการดื่มไวน์แดงในเมืองไทย ก็ควรต้องนำไวน์แดง(Red wine)ไปแช่ตู้เย็นในช่องธรรมดาไว้สัก 45 &#8211; 50 นาที ก่อนนำออกมาดื่ม จะทำให้รสชาติของไวน์ดีขึ้น</p>
<p>นี่ก็เป็นเทคนิคการดื่มไวน์แดงเล็กๆ น้อยๆ  ซึ้งหาเอามาฝากเพื่อนๆค่ะ</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%84%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87-red-wine/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Feb 2012 05:04:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[Cranberry]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำแครนเบอร์รี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2019</guid>
		<description><![CDATA[น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะในเพศหญิง การดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTIs) ในเพศหญิงได้, [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient494.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2020 colorbox-2019" title="น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient494.jpg" alt="" width="400" height="313" /></a>น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)ช่วยลดอัตราเสี่ยงในการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะในเพศหญิง</p>
<p>การดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (UTIs) ในเพศหญิงได้, จากบทความทางการแพทย์ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Infectious Diseases Society Of America. ฉบับ 15 พฤษภาคม 2004</p>
<p>แครนเบอร์รี่ ประกอบด้วยสารประกอบ 2 ชนิด ซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อ อันมีสาเหตุมาจากแบคทีเรียซึ่งอยู่ในระบบทางเดินปัสสาวะ. โดยมีการศึกษาในทางการแพทย์ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของน้ำแครนเบอร์รี่ หรือในรูปแคปซูล มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1966 โดยศึกษาในด้านความสัมพันธ์ของการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและ bacteriuria (การดำรงชีวิตของแบคทีเรียในปัสสาวะ). ผลการศึกษาพบว่ามีข้อจำกัดในการศึกษาหลายด้าน เช่น ขนาดของแครนเบอร์รี่ซึ่งมีขนาดเล็ก , ลักษณะของแครนเบอร์รี่ที่นำมาใช้ทั้งในรูปของน้ำแครนเบอร์รี่หรือในรูปแคปซูล รวมถึงปริมาณของแครนเบอร์รี่ที่ใช้ ทำให้ยากต่อการประเมินและเปรียบเทียบผลที่ได้</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient495.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2021 colorbox-2019" title="น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient495.jpg" alt="" width="500" height="375" /></a>โดยลักษณะของแครนเบอร์รี่ ที่ให้ผลทางการป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะอยู่ในรูปของน้ำแครนเบอร์รี่หรือในรูปแคปซูล จากการศึกษาในกลุ่มของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์กับการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ พบว่าสามารถลดอัตราการติดเชื้อได้ถึง 50%</p>
<p>น้ำแครนเบอร์รี่มีคุณค่าในการรักษาโรคซึ่งเกี่ยวกับการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ โดยมีการศึกษาในหลาย ๆ ปัจจัยซึ่งศึกษาถึงผลของแครนเบอร์รี่กับความสามารถในการป้องกันการติดเชื้อ</p>
<p>น้ำแครนเบอร์รี่มีศักยภาพในการป้องกันการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ ตามการอ้างอิงในสารสารทางการแพทย์ของ ดร. Raul Raz แห่งศูนย์การแพทย์Haemek Medical Center ประเทศอิสราเอล“มีแนวโน้มในการใช้ สารจากธรรมชาติ แทนการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรค ไม่เฉพาะแต่ในเรื่องของการป้องกันการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะเท่านั้น ผมเชื่อว่าถ้ามีการศึกษาทางการแพทย์ที่ดี จะสามารถบ่งชี้ถึงข้อดีของแครนเบอร์รี่ในการป้องกันการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะได้ โดยข้อสนับสนุนทางการแพทย์จะช่วยให้สามารถนำแครนเบอร์รี่มาใช้ในการป้องกันการติดเชื้อได้” ดร. Raz กล่าว</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient496.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2022 colorbox-2019" title="น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient496.jpg" alt="" width="400" height="300" /></a>ดร. Raz เชื่อว่า ถ้ามีการศึกษาถึงผลของแครนเบอร์รี่ที่มีผลต่อ การป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะโดยศึกษาในหลาย ๆ ปัจจัย จะทำให้สามารถนำแครนเบอร์รี่ มาใช้ป้องกันการติดเชื้อในทางการแพทย์ได้ “โดยทั่วไปแล้ว เราจำเป็นต้องมีการศึกษาทางการแพทย์ ในหลายๆ ปัจจัยทั้งความแตกต่างของประชากร, ปริมาณของแครนเบอร์รี่ที่ใช้, รวมถึงความแตกต่างของแครนเบอร์รี่ที่ใช้ ทั้งในรูปของน้ำแครนเบอร์รี่หรือที่สกัดเป็นเม็ด” ดร. Raz กล่าว</p>
<p>ในปี คศ. 1979 มีการตีพิมพ์เผยแพร่บทความทางการแพทย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยตีพิมพ์เผยแพร่เดือนละ 2 ครั้ง โดยเป็นวารสารทางการแพทย์ซึ่งเป็นที่สนใจมาก ที่เกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ. โดยมีการตีพิมพ์เผยแพร่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ Infectious Diseases Society of America (IDSA). ซึ่ง IDSA เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยมีตัวแทนทั้งแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ กว่า 7,500 คน ซึ่งเชี่ยวชาญโดยเฉพาะทางด้านโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ. ข้อมูลของ IDSA ติดตามรายละเอียดได้ในเวบไซต์ http://www.idsociety.org.</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>February 20, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/cranberry-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/" title="cranberry เบอรี่มหัศจรรย์">cranberry เบอรี่มหัศจรรย์</a> (0)</li><li>January 13, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/" title="แครนเบอร์รี่ Cranberry">แครนเบอร์รี่ Cranberry</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>cranberry เบอรี่มหัศจรรย์</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/cranberry-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/cranberry-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Feb 2012 04:54:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[Cranberry]]></category>
		<category><![CDATA[เบอรี่มหัศจรรย์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2010</guid>
		<description><![CDATA[cranberry เบอรี่มหัศจรรย์ แครนเบอรี่สกัดเข้มข้น จำเป็นโดยเฉพาะผู้หญิง ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient488.jpg"><img class="size-full wp-image-2011 alignleft colorbox-2010" title="cranberry เบอรี่มหัศจรรย์" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient488.jpg" alt="" width="246" height="300" /></a><span style="color: #3366ff;">cranberry เบอรี่มหัศจรรย์</span><br />
แครนเบอรี่สกัดเข้มข้น จำเป็นโดยเฉพาะผู้หญิง ช่วยป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะปัสสาวะ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ป้องกันฟันผุและโรคเหงือกอักเสบมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ออกมายืนยันว่าแครนเบอร์รี่ ให้ประโยชน์ต่อร่างกายมาก ไม่ว่าบริโภคแบบไหนรวมถึงการนำมาทำอาหาร แยมหรือแม้แต่ น้ำแครนเบอร์รี่หรือในปัจจุบันมีการผลิตมาให้อยู่ในรูปของอาหารเสริมแบบแคปซูล-ซอฟเจล</p>
<p>*แครนเบอร์รี่ คือหนึ่งในผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากงานวิจัยล่าสุดพบว่าช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้</p>
<p>ผลงานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า การดื่มน้ำแครนเบอร์รี่วันละ 300 มิลลิลิตร จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในปัสสาวะลงได้ แครนเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงมีสรรพคุณในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</p>
<p>โดยลักษณะของแครนเบอร์รี่ ที่ให้ผลทางการป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจจะอยู่ในรูปของน้ำแครนเบอร์รี่หรือในรูปซอฟเจล จากการศึกษาในกลุ่มของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์กับการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ พบว่าสามารถลดอัตราการติดเชื้อได้ถึง 50%แครนเบอร์รี่เป็นเบอรี่ที่มีวิตามินซีสูง นอกจากนี้ วิตามินซีในแครนเบอร์รี่ยังช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้นขึ้น แครนเบอร์รี่นั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารฟลาโวนอยด์ที่ชื่อแอนโธไซยานิดินส์ (Anthocyanidins) สามารถเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนได้ขอบคุณ*http://www.sciencedaily.com/releases/2004/04/040429054703.htm</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient489.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2012 colorbox-2010" title="cranberry เบอรี่มหัศจรรย์" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient489.jpg" alt="" width="500" height="376" /></a>สำหรับคุณสมบัติในการป้องกันฟันผุจากแครนเบอรี่ ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดผลไม้ชนิดนี้จึงมีคุณประโยชน์ในการปกป้องฟันผุ**ในวงการแพทย์ ได้ยอมรับกันอย่างกว้างขวางแล้วว่า แครนเบอร์รี่ไม่ว่าจะเป็นในรูปของน้ำผลไม้ แคปซูล ชงดื่ม ต่างก็ให้ประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันโรคเกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ และอวัยวะภายในช่องท้องของสตรี สตรีที่มักประสบปัญหาการอั้นปัสสาวะและเกิดการอักเสบขื้นภายใน เมื่อได้รับประทานแครนเบอรี่อย่างน้อยเพียง 2 วัน ก็จะเห็นผล นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น จากการวิจัยใหม่ยังยกให้แครนเบอร์รี่เป็นตัวการสาคัญในการยับยั้งและรักษาการเกิดก้อนหิน ในไต ช่วยลดกรดไขมันในเส้นเลือด (ไขมันเลว) ช่วยให้ร่างกายสามารถคืนสู่ปกติได้หลังจากอาการชัก และสำคัญกว่านั้นคือช่วยในด้านการป้องกันมะเร็งcranberryไม่ใช่ยา แต่เป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติซึ่งมาจากผลแครนเบอร์รี่ที่ปลูกในแถบอเมริกาเหนือ จึงสามารถรับปะทานได้โดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบ ติดเชื้อ ในท่อปัสสาวะ ขจัดกลิ่นในปัสสสาวะ (ช่วยให้อวัยวะเพศสะอาด) รักษาและป้องกันเกี่ยวกับโรคที่มาจากเชื้อแบคทีเรีย</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient490.jpg"><img class="size-full wp-image-2013 alignright colorbox-2010" title="cranberry เบอรี่มหัศจรรย์" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient490.jpg" alt="" width="343" height="400" /></a>ในผลแครนเบอร์รี่ประกอบด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนซ์จำนวนมากจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา</p>
<p>ก่อนที่จะมาดูสรรพคุณของแครนเบอร์รี่เรามาดูกันว่าจะมีวิธีการทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร<br />
วิธีการทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด แครนเบอร์รี่สดจำนวนปานกลางหนักประมาณ 75 กรัม ทานให้ได้นะจ้ะต่อวันจะทานสดๆหรือคั้นน้ำก็ได้</p>
<p>ปริมาณที่ควรทาน รับประทานแครนเบอร์รี่ให้ได้หนึ่งส่วนทุกวันในกรณีร่างกานปกติ แต่ถ้ามีโอกาสติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะสูงควรดื่มวันละ 300 มล. ทุกวัน</p>
<p>ประโยชน์ที่สำคัญ<br />
แครนเบอร์รี่เป็นแหล่งที่ดีของไฟโทเคมิคอลแทนนินเข้มข้นมากจะช่วยเรื่อง การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะพบว่าน้ำแครนเบอร์รี่ถูกใช้รักษาทางเดินปัสสาวะอักเสบมานานแล้ว จากการศึกษาพบว่าแทนนินเข้มข้นเป็นสารต้านแบคทีเรีย โดยน้ำแครนเบอร์รี่อาจลดจำนวนแบคทีเรียที่เกาะอยุ่ในระบบทางเดินปัสสาวะ การศึกษาในผู้หญิงสูงวัยพบว่าการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะลดลงถึงครึ่งหนึ่งในผู้ที่ดื่มน้ำแครนเบอร์รี่ 300 มล. ทุกวันนานกว่า 6 เดือน<br />
สุขภาพหัวใจ แทนนินเข้มข้นเป้นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี จากการศึกษาพบว่าแทนนินสามารถยับยั้งการรวมตัวของคลอเลสเตอรอลไลโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำที่เป็นอันตรายกับออกซิเจนทำให้ป้องกันหลอดเลือดแดงอุดตันยังพบว่าแทนนินเข้มข้นได้ในไวน์แดง (และเมล็ดองุ่น)และพบว่าเป็นสารสำคัญในการปกป้องหัวใจ</p>
<p><span style="color: #ff9900;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient491.jpg"><img class="size-full wp-image-2014 alignleft colorbox-2010" title="cranberry เบอรี่มหัศจรรย์" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient491.jpg" alt="" width="300" height="227" /></a>สรรพคุณประโยชน์ของแครนเบอร์รี่</span><br />
ช่วยบำรุงสายตา<br />
ช่วยลดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ<br />
ช่วยบำรุงให้หัวใจแข็งแรงอยู่เสมอ เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูง<br />
ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆในร่างกาย<br />
ช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้นสดใสเพราะ แครนเบอร์รี่มีวิตามินซีอยู่สูงมาก<br />
แก้โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แครนเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ฆ่าแบคทีเรียจึงมีสรรพคุณต่อกรกับโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื่องจากในแครนเบอร์รี่มีสาร</p>
<p>หลายชนิดที่ช่วยหยุดการเกาะตัวของแบคทีเรียที่บริเวณผนังทางเดินปัสสาวะ คนที่เป็นโรคนี้ให้ดื่มน้ำแครนเบอร์รี่เข้มข้นไม่มีน้ำตาลแก้วละ 250 มิลลิลิตรทุกวัน วันละ 3 แก้ว ถ้าจิบวันละ 1 แก้วจะช่วยป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นโรคนี้ได้อีก หรือรับประทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดจากแครนเบอร์รี่วันละ 800 มิลลิกรัมก็จะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายแข็งแรงช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากอากาศหนาว แครนเบอร์รี่มีวิตามินซีสูงจึงช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่มากับอากาศหนาวได้และยังเหมาะที่จะนำไปทำเครื่องดื่มประเภทสมูธตี้ผลไม้ นำส้มคั้นลูกขนาดกลางหนึ่งลูก เกรฟฟรุทครึ่งลูกคั้นเอาแต่น้ำใส่ในเครื่องปั่นเติมแครนเบอร์รี่ 2 กำมือและกล้วย 1 ผลลงไป ปั่นให้เข้ากัน</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient492.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2015 colorbox-2010" title="cranberry เบอรี่มหัศจรรย์" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient492.jpg" alt="" width="300" height="265" /></a>ดื่มเพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทานและช่วยให้สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเหมือนอยู่ในฤดูร้อนที่แสนสดใสริมฝีปากเนียนนุ่มชุ่มชื่น แครนเบอร์รี่อุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่นจึงเหมาะที่จะนำไปทำเป็นลิปมัน เพื่อป้องกันริมฝีปากแห้งแตกในช่วงหน้าหนาว นำแครนเบอร์รี่ 10 ผลผสมกับน้ำมันสวีทอัลมอนด์ 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำมันวิตามินอี 1 หยด ไปต้มจนเดือด นำส่วนผสมที่ได้ไปบดให้ละเอียดผ่านกระชอน เสร็จแล้วทิ้งไว้ให้เย็น นำมาทาเวลาปากแห้ง</p>
<p>แครนเบอร์รี่ (Cranberries) เป็นหนึ่งในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ มีผลเล็ก ๆ สีแดงสด รสชาติหวานอมเปรี้ยว มักจะปลูกในแถบประเทศอเมริกา และแคนาดา แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ทานเจ้าผลไม้นี้แบบสด ๆ กันสักเท่าไหร่ มักจะได้ทานแครนเบอร์รี่ในรูปแบบที่ผสมมากับอาหารชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น น้ำผลไม้ ซอสแยม โยเกิร์ต รวมทั้งแครนเบอร์รี่อบแห้ง<br />
ส่วนใครที่เห็นว่า แครนเบอร์รี่ ลูกเล็ก ๆ นี้ ไม่น่าจะมีฤทธิ์อะไรต่อสุขภาพมากนัก ขอบอกว่า คิดผิดถนัดค่ะ เพราะเจ้าลูกเล็ก ๆ นี้แหละที่มีสารอาหารมากมายโดย แครนเบอร์รี่สด ๆ 100 กรัม จะให้สารอาหารดังนี้<br />
<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient493.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2016 colorbox-2010" title="cranberry เบอรี่มหัศจรรย์" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/02/super-nutrient493.jpg" alt="" width="450" height="295" /></a>พลังงาน 46 กิโลแคลอรี<br />
ไฟเบอร์ 4.6 กรัม<br />
น้ำตาล 4.04 กรัม<br />
แคลเซียม 8 มิลลิกรัม<br />
แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม<br />
แมงกานีส 0.15 มิลลิกรัม<br />
ฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม<br />
โพแทสเซียม 85 มิลลิกรัม<br />
โซเดียม 2 มิลลิกรัม<br />
วิตามินซี 13.3 มิลลิกรัม<br />
วิตามินเอ 60 IU<br />
วิตามินเค 5.1 ไมโครกรัม<br />
แคโรทีน 36 ไมโครกรัม<br />
ลูทีน และซีแซนทีน 91 ไมโครกรัม</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยพบว่า ในแครนเบอร์รี่มีสารโปรแอนโธไซยานิดีน (Proanthocyanidine) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสีกลุ่มสีม่วงที่ดีกับสุขภาพเส้นเลือดอีกด้วย แถมยังช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้อีกต่างหาก</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>February 20, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/" title="น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)">น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)</a> (0)</li><li>January 13, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/" title="แครนเบอร์รี่ Cranberry">แครนเบอร์รี่ Cranberry</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/cranberry-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แครนเบอร์รี่ Cranberry</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 13 Jan 2012 08:43:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[Cranberry]]></category>
		<category><![CDATA[แครนเบอร์รี่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=2000</guid>
		<description><![CDATA[แครนเบอร์รี่ Cranberry แครนเบอร์รี่เบอรี่มหัศจรรย์ อาจลดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ช่วยให้หัวใจแข็งแรอยู่เสมอ อาจมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient505.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2001 colorbox-2000" title="แครนเบอร์รี่ Cranberry" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient505.jpg" alt="" width="500" height="333" /></a></p>
<p><span style="color: #339966;">แครนเบอร์รี่ Cranberry</span><br />
แครนเบอร์รี่เบอรี่มหัศจรรย์<br />
อาจลดการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ ช่วยให้หัวใจแข็งแรอยู่เสมอ<br />
อาจมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ<br />
แทนนินเข้มข้นในแครนเบอร์รี่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีทั้งยังมีฟทธิ์ต้านแบคทีเรียและการอักเสบด้วย</p>
<p>แครนเบอร์รี่ หรือ เบอร์รี่นกกระสา เรียกชื่อตามฤดูกาลที่ผลเบอร์รี่สุกงอม และเป็นช่วงที่นกระสามาชุมนุมกัน เติบโตในประเทศเย็นของซีกโลกเหนือ มีสีแดง ฤดูเก็บเกี่ยวแครนเบอร์รี่จากตุลาคม-ธันวาคมเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีคุณประโยชน์ไม่แพ้เบอร์รี่ชนิดอื่น คุณสมบัติทางยาของผล แครนเบอร์รี่ เป็นที่ยอมรับกันมามากกว่า 100 ปีแล้ว มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ประกอบด้วย ตัวที่ออกฤทธิ์การขยายหลอดเลือดซึ่งได้นำมาใช้แก้ปัญหาระบบทางเดินหายใจ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient484.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2005 colorbox-2000" title="แครนเบอร์รี่ Cranberry" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient484.jpg" alt="" width="500" height="334" /></a>แครนเบอร์รี่ :เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีคุณ ประโยชน์ไม่แพ้ผลเบอร์รี่ชนิดอื่น แครนเบอร์รี่ คือหนึ่งในผลไม้มหัศจรรย์ช่วยต้านการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากงานวิจัยล่าสุดพบว่าช่วยป้องกันโรคเหงือก และแผลในช่องท้องได้ ผลงานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดระบุว่า การดื่มน้ำแครนเบอร์รี่วันละ 300 มิลลิลิตร จะช่วยลดจำนวนแบคทีเรียในปัสสาวะลงได้ แครนเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จึงมีสรรพคุณในการรักษาโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ</p>
<p>แครนเบอร์รี่ของอเมริกาเหนือ มีประวัติมายาวนานและโดดเด่น ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งอาหาร แต่ยังถูกใช้ในงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ และการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง</p>
<p>แครนเบอร์รี่ มีสารอาหารจำนวนมาก และได้รับการวิจัยมาเป็นระยะเวลายาวนาน ผลไม้ชนิดนี้ มีความน่าสนใจในเรื่องของประโยชน์ในการป้องกันการติดเชื้อของ ระบบขับปัสสาวะ<br />
แครนเบอร์รี่ประกอบด้วย สารแอนโธไซยานินส์ ที่ช่วยป้องกันแบคทีเรียจากการสัมผัสกับเซลล์ในระบบการปัสสาวะ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient485.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2006 colorbox-2000" title="แครนเบอร์รี่ Cranberry" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient485.jpg" alt="" width="500" height="332" /></a>นอกจากมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์แล้ว แครนเบอร์รี่ ยังมีคุณสมบัติในการต่อต้านมะเร็งและการอักเสบอย่างดียิ่งอีกด้วย<br />
ผลไม้นี้มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูง เช่น แอนโธไซยานินส์ โดยเฉพาะมีเคอร์เซติน ไกลโคไซด์ ที่ทำให้แครนเบอร์รี่ขจัดสารอนุมูลอิสระ และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ฟีนอล ยังแสดงถึงการเพิ่มของคลอเรสเตอรอลชนิดดี (HDL) และลดการออกซิเดชั่นของคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) เพื่อลดความเสี่ยงของการอุดตันของไขมันที่หลอดเลือด</p>
<p>เรสเวอราตรอลเป็นสารต้านมะเร็งที่พบได้ในแครนเบอร์รี่ โดยจะช่วยยับยั้ง การเกิดขึ้นของเซลล์เนื้อร้าย และกระตุ้นกระบวนการขจัดเซลล์ ที่เป็นมะเร็งออกจากร่างกาย เรสเวอราตรอลยังมีคุณสมบัติ ในการต้านการอักเสบและต้านขบวนการออกซิเดชั่นได้ ดีอีกด้วย</p>
<p>แครนเบอร์รี่ อุดมด้วยสารอาหาร และเป็นแหล่งของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่เยี่ยมยอด</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient486.jpg"><img class="size-full wp-image-2007 alignleft colorbox-2000" title="แครนเบอร์รี่ Cranberry" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient486.jpg" alt="" width="300" height="325" /></a>ในแครนเบอร์รี่ มีสารหลายชนิด ที่ช่วยหยุดการเกาะตัวของแบคทีเรียที่บริเวณผนังทางเดินปัสสาวะ คนที่เป็นโรคนี้ให้ดื่มน้ำแครนเบอร์รี่เข้มข้น ไม่มีน้ำตาลแก้วละ 300 มิลลิลิตรทุกวัน จะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคนี้ได้อีก โดยลักษณะของแครนเบอร์รี่ ที่ให้ผลทางการป้องกันการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจะจะอยู่ในรูปของน้ำแครนเบอร์รี่หรือในรูปแคปซูล จากการศึกษาในกลุ่มของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์กับการรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ พบว่าสามารถลดอัตราการติดเชื้อได้ถึง 50%</p>
<p>หรือรับประทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดจากแครนเบอร์รี่วันละ 800 มิลลิกรัม ก็จะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากอากาศหนาวเนื่องจากแครนเบอร์รี่มีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บที่มากับอากาศหนาวได้ นอกจากนี้ วิตามินซีในแครนเบอร์รี่ยังช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น จึงเหมาะที่จะนำไปทำเป็นลิปมัน เพื่อป้องกันริมฝีปากแห้งแตกในช่วงหน้าหนาวด้วย สารสกัดจากผลเบอร์รี่ อย่างแครนเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ และแบล็กเบอร์รี่นั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีและสารฟลาโวนอยด์ที่ชื่อแอนโธไซยานิดินส์ (Anthocyanidins) สามารถเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจนได้ และจากการศึกษาพบว่าสารในแครนเบอร์รี่ยังงช่วยต่อต้านอาการป่วยเรื้อรังของสมอง อย่างอาการความจำ</p>
<p>ในปี คศ. 1979 มีการตีพิมพ์เผยแพร่บทความทางการแพทย์ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ โดยตีพิมพ์เผยแพร่เดือนละ 2 ครั้ง เป็นวารสารทางการแพทย์ซึ่งเป็นที่สนใจมาก เกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ. มีการตีพิมพ์เผยแพร่ภายใต้การอุปถัมภ์ของ Infectious Diseases Society of America (IDSA). ซึ่ง IDSA เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน โดยมีตัวแทนทั้งแพทย์ และนักวิทยาศาสตร์ กว่า 7,500 คน ซึ่งเชี่ยวชาญโดยเฉพาะทางด้านโรคที่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อ. ข้อมูลของ IDSA ติดตามรายละเอียดได้ในเวบไซต์ http://www.idsociety.org.</p>
<p>แคลิดาส เช็ตตี้ (Kalidas Shetty) และคณะผู้ร่วมงานจากมหาวิทยาลัยแห่งแมสซาชูเซตส์ ณ แอมเฮิร์สต์ ได้ทำการทดลองเติมส่วนผสมของผงเครื่องเทศและผลแครนเบอร์รี่ในอัตราส่วนต่างๆ กัน เพื่อฆ่าเชื้อ Vibrio parahaemolyticus แบคทีเรียในอาหารทะเลซึ่งเป็นสาเหตุของตะคริวที่ท้องในช่วงสั้นๆ เป็นเวลา 2 วัน พบว่าแครนเบอร์รี่จะเต็มไปด้วยสารประกอบฟีโนลิกที่สามารถยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ดังกล่าวได้</p>
<p>แครนเบอร์รี่ช่วยป้องกันฟันผุ บีซีนิวส์รายงานว่านักวิจัยพบสารประกอบในแครนเบอร์รี่ อาจช่วยหยุดยั้งแบคทีเรียจากการยึดเกาะและสร้างคราบหินปูนที่เป็นตัวการทำให้ฟันผุ ผลการศึกษานี้ที่จัดทำโดยยูนิเวอร์แซล ออฟ โรเชสเตอร์ เมดิคัล เซนเตอร์ในนิวยอร์ก จะตีพิมพ์เผยแพร่ในแครีส์ รีเสิร์ช ดร.คูกล่าวว่า เป้าหมายในการศึกษาคือ การสกัดคุณสมบัติในการป้องกันฟันผุจากแครนเบอรี เพื่อนำไปเติมในยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก อย่างไรก็ดีขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดผลไม้ชนิดนี้จึงมีคุณประโยชน์ในการปกป้องฟัน</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient487.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-2008 colorbox-2000" title="แครนเบอร์รี่ Cranberry" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2012/01/super-nutrient487.jpg" alt="" width="300" height="400" /></a>ระหว่างการศึกษา นักวิจัยใส่วัสดุทดแทนกระดูก ‘ไฮดรอกซีแอปาไทต์’ (hydroxypatite) ที่ทำหน้าที่เสมือนผิวฟัน ลงไปในน้ำแครนเบอรี จากนั้น จึงเติมเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอกคัส มิวแทนส์ (streptococcus mutans) ที่ทำให้เกิดโรคในช่องปากหรือคราบหินปูนลงไป แบคทีเรียชนิดนี้เกิดจากการกินน้ำตาลซึ่งจะทำให้เกิดโรคในช่องปาก เนื่องจากจะขับกรดที่ทำให้ฟันผุออกมา และคราบหินปูนก็คือสารที่มีลักษณะเหนียวที่ก่อตัวจากแบคทีเรียจากเศษอาหาร น้ำลาย และกรดคราบหินปูนจะเกาะติดอยู่บนฟัน กลายเป็นสรวงสวรรค์ของแบคทีเรียที่กินน้ำตาลเป็นอาหารและขณะเดียวกันก็ผลิตกรดที่ทำลายฟันออกมาเพิ่ม</p>
<p>สิ่งที่พบคือ ภายในเวลา 7 เดือนในการศึกษา แครนเบอรีช่วยปกป้องฟันได้ถึง 80% โดยไม่เพียงปกป้องแบคทีเรียใหม่ๆ จากการเกาะซอกฟัน แต่สารสกัดในผลไม้ชนิดนี้ยังสกัดกั้นเอนไซม์ของแบคทีเรียที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างคราบหินปูนได้อีกด้วย ดร.คูเสริมว่า จำเป็นต้องทำการทดสอบในห้องวิจัยต่อไป เพื่อแยกสารประกอบดังกล่าวออกมาก่อนนำไปทดลองทางคลินิกกับคนไข้</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>February 20, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/" title="น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)">น้ำแครนเบอร์รี่ (Cranberry)</a> (0)</li><li>February 20, 2012 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/cranberry-%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a2%e0%b9%8c/" title="cranberry เบอรี่มหัศจรรย์">cranberry เบอรี่มหัศจรรย์</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2012/nutrient/%e0%b9%81%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88-cranberry/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การแปรรูปสร้างมูลค่าขมิ้นชัน</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 29 Dec 2011 10:57:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=1992</guid>
		<description><![CDATA[การแปรรูปสร้างมูลค่าขมิ้นชัน ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ที่ปลูกกันมานานแทบทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ ซึ่งนิยมใช้ขมิ้นชันสดเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient473.jpg"><img class="size-full wp-image-1993 alignleft colorbox-1992" title="การแปรรูปสร้างมูลค่าขมิ้นชัน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient473.jpg" alt="" width="290" height="264" /></a><span style="color: #008080;">การแปรรูปสร้างมูลค่าขมิ้นชัน</span></p>
<p>ขมิ้นชัน เป็นสมุนไพรพื้นบ้านชนิดหนึ่ง ที่ปลูกกันมานานแทบทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางภาคใต้ ซึ่งนิยมใช้ขมิ้นชันสดเป็นส่วนประกอบของอาหาร เช่น เป็นส่วนผสมของพริกแกงเหลือง ไก่ต้มขมิ้น เป็นต้น ปัจจุบันมีการขยายพื้นที่ปลูกขมิ้นชันเป็นการค้ามากขึ้น เนื่องจากสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย นอกจากนำมาใช้ปรุงอาหารแล้วยังช่วยในการแต่งสีอาหาร เป็นส่วนประกอบเครื่องสำอาง รวมถึงการใช้ทำยา มีสรรพคุณแก้ทองอืด ท้องเฟ้อ</p>
<p>นอกจากการใช้ประโยชน์จากขมิ้นชันสดแล้ว การแปรรูปขมิ้นชันจะเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตของขมิ้นชัน ซึ่งสามารถทำรายได้สูงกว่าการขายผลผลิตสดหลายเท่า แต่จะมีกรรมวิธีที่ยุ่งยากกว่า ถ้าเกษตรกรผลิตได้ถูกวิธีและมีคุณภาพ จะทำให้ผลผลิตจากการแปรรูปจำหน่ายได้ในราคาที่สูงขึ้น</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient474.jpg"><img class="size-full wp-image-1994 alignright colorbox-1992" title="ขมิ้นชัน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient474.jpg" alt="" width="292" height="292" /></a>หลังจากที่เกษตรกรผู้ปลูกขมิ้นชันเก็บเกี่ยวขมิ้นชันแล้ว ส่วนหนึ่งจะขายผลผลิตสดให้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร โดยกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจะดำเนินการแปรรูปขั้นต้นที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเอง เนื่องจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรก็ดำเนินการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันด้วย เช่น สบู่ขมิ้นชัน ขมิ้นชันแค็ปซูล ครีมอาบน้ำ ข้าวเกรียบขมิ้น เป็นต้น หรือแปรรูปตามความต้องการของลูกค้า ได้แก่ พ่อค้าคนกลาง หรือโรงงานแปรรูปที่จะรับซื้อผลผลิตเพื่อเข้าสู่การผลิตในอุตสาหกรรมแต่ละประเภทต่อไป ซึ่งการแปรรูปขั้นต้น ได้แก่ การทำขมิ้นแห้ง การทำขมิ้นผง และการกลั่นน้ำมันหอมระเหย โดยแต่ละประเภทมีรายละเอียด ดังนี้</p>
<p>ขมิ้นชันแห้ง<br />
1. ทำความสะอาด คัดแยกหัวและแง่งออกจากกัน ตัดรากและส่วนต่างๆ ที่ไม่ต้องการทิ้ง คัดเลือกส่วนสมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง นำมาล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง เนื่องจากขมิ้นชันเป็นพืชหัวอยู่ใต้ดิน การล้างทำความสะอาดจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด หลังจากนั้นควรใส่ตะกร้าทิ้งไว้ประมาณ 1 คืน</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient475.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1995 colorbox-1992" title="ขมิ้นชัน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient475.jpg" alt="" width="500" height="150" /></a>2. นำขมิ้นที่ล้างแล้วมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ ใส่ในภาชนะที่มีรู โปร่ง อย่าให้ทับซ้อนกัน นำไปตากแดด หมั่นกลับบ่อยๆ ประมาณ 10-20 นาที ต่อครั้ง จะทำให้ขมิ้นแห้งเร็ว เมื่อแห้งจะมีขนาดเล็กลง ขมิ้นชันตากแดดจัดๆ ประมาณ 2 วัน ก็แห้งสนิท หรือกรณีทำให้แห้งโดยใช้เครื่องอบแห้ง ถ้าใช้เครื่องอบแห้งแบบอุโมงค์ จะอบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 8-12 ชั่วโมง หรือตากแดด 3 วัน อบ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง อนึ่ง การทำแห้งโดยตากแดดที่ใช้เวลานาน อาจจะมีการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้มาก และสีของขมิ้นแห้งจากการอบจะสวยกว่าตากแดด</p>
<p>ถ้าหากทำแห้งทั้งแง่ง จำนวนแง่งขมิ้นที่ทำความสะอาดแล้วต้มในน้ำเดือดนาน 1-2 ชั่วโมง หรือต้มในน้ำด่างอ่อน เพื่อช่วยเพิ่มสีแดงและลดสีเหลือง เช่น ต้มในน้ำด่างแคลเซียมออกไซด์ 1% ใช้เวลา 3 ชั่วโมง หรือต้มในโพแทสเซียมคาร์บอเนต 2.5% ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เป็นต้น แล้วนำไปตากแดดจนแห้ง ประมาณ 6-8 วัน หรือใช้เครื่องเป่าลมร้อน 65-70 องศาเซลเซียส</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient476.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1996 colorbox-1992" title="ขมิ้นชัน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient476.jpg" alt="" width="250" height="200" /></a>ขมิ้นที่แห้งแล้วควรบรรจุในภาชนะที่สะอาด ปิดให้สนิท เก็บในที่แห้งและสะอาด หากยังไม่ได้นำไปใช้ให้นำออกผึ่งในที่ร่มทุก 3-4 เดือน และไม่ควรเก็บไว้นาน เนื่องจากปริมาณน้ำมันหอมระเหยจะลดประมาณ 25% เมื่อเก็บไว้นาน 2 ปี</p>
<p>ขมิ้นชันสดปริมาณ 8 กิโลกรัม ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 8.75 บาท คิดเป็นมูลค่า 70 บาท เมื่อนำมาแปรรูปเป็นขมิ้นชันแห้ง จะได้ปริมาณขมิ้นแห้ง 1 กิโลกรัม ราคา 135 บาท หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขมิ้นชัน กิโลกรัมละ 65 บาท</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient477.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1997 colorbox-1992" title="ขมิ้นชัน" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient477.jpg" alt="" width="250" height="200" /></a>ขมิ้นชันผง</span><br />
วิธีการผลิต ก็โดยการนำขมิ้นชันสดมาแปรรูปเป็นขมิ้นชันแห้ง ด้วยวิธีการที่กล่าวมาแล้ว หลังจากนั้นนำขมิ้นแห้งที่ได้มาบดให้ละเอียดด้วยเครื่องบด</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9b%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%b9%e0%b8%a5%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เวลากับการกินขมิ้น</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 28 Dec 2011 10:27:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=1984</guid>
		<description><![CDATA[เวลากับการกินขมิ้น กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น เวลา 03.00 &#8211; 05.00 น. ช่วยบำรุงปอดป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient468.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1985 colorbox-1984" title="ขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient468.jpg" alt="" width="400" height="300" /></a><span style="color: #808000;">เวลากับการกินขมิ้น</span></p>
<p>กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น</p>
<p>เวลา 03.00 &#8211; 05.00 น. ช่วยบำรุงปอดป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง</p>
<p>เวลา 05.00 &#8211; 07.00 น. ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้<br />
ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่แต่ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัว เพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ อยู่เป็นล้านๆเส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือดขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้างจึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวและจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient469.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1986 colorbox-1984" title="ขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient469.jpg" alt="" width="300" height="290" /></a>เวลา 07.00 &#8211; 09.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารเกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น<br />
ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมองป้องกันความจำเสื่อม</p>
<p>เวลา 09.00 &#8211; 11.00 น. ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสียมีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวกับม้ามลดอาการของโรคเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน</p>
<p>เวลา 11.00 &#8211; 13.00 น. สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจมีหรือไม่มี ถ้ากินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลยเวลา 11.00 น.ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับแล้วตับจะส่งมาที่ปิด ปอดจะส่งไปยังผิวหนังแต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไปอวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง<br />
จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient470.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1987 colorbox-1984" title="ขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient470.jpg" alt="" width="450" height="300" /></a>เวลา 15.00 &#8211; 17.00 น. ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรงแก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรีและควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วยจะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรงช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงือกออกจะดีมาก<br />
เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้กินเหลือเลยเวลาจากช่วงนี้ จนไปถึงการกินก่อนนอนขมิ้นชันจะไปช่วยเรื่องความจำให้ความจำดีตื่นนอนขึ้นมาตอนเช้าจะไม่ค่อยอ่อนเพลียและช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้นกินขมิ้นชันมากๆ จะช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ผิวหนังไม่เป็นผดผื่นคันง่ายๆและช่วยขับไขมันในตับ ถ้ากินปริมาณมาก</p>
<p>กินขมิ้นชัน แบบผงหรือบรรจุแคปซูลควรเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่มีมาตรฐานและสะอาดเชื่อถือได้ ไร้สารเคมี<br />
ไม่มีสเตรอยที่เกิดจากการอบแห้งด้วยความร้อนเกิน 65 องศาควรตัดสินใจเอง เพราะเราจะต้องกินทุกวัน<br />
ก็ควรกินให้ปลอดภัยและสบายใจ ถ้ากินขมิ้นชัน แบบผง 1 ช้อนชาใช้ผสมน้ำ 1 แก้ว (ไม่เต็ม)</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;">ขมิ้นชันจะไหลผ่านส่วนต่างๆ ตั้งแต่</span></p>
<p>- ผ่านลำคอ ช่วยขับไล่ไรฝุ่นที่ลำคอไปผ่านปอดช่วยดูแลปอดให้หายใจดีขึ้น ลดความชื้นของปอด<br />
- ผ่านม้าม ก็ลดไขมัน และปรับน้ำเหลืองไม่ให้น้ำเหลืองเสีย<br />
- ผ่านกระเพาะอาหาร ก็จะรักษาแผลในกระเพาะอาหาร<br />
- ผ่านลำไส้ ก็สมานแผลลำไส้<br />
- ผ่านตับ ก็ไปบำรุงตับ ล้างไขมันในตับ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient471.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1988 colorbox-1984" title="ขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient471.jpg" alt="" width="500" height="375" /></a>ขมิ้นชันยังช่วยดูแลเซลล์ต่างๆ ที่ฉีกขาดก็จะไปเชื่อมให้และไปกวาดขยะ กวาดไขมันมากองไว้ถ้าจะอุ้มขยะไปทิ้งโดยการถ่ายก็กินอาหารปกติเช่น พืช ผัก ผลไม้ ที่มีกากใย หรือกินน้ำลูกสำรอง (พุงทลาย)เพื่ออุ้มไขมัน อุ้มแก๊สไปทิ้ง</p>
<p>คนธาตุเบา แสดงว่ามีการระคายเคือง อักเสบ เป็นแผลเรื้อรังบางอย่างที่ผนังลำไส้เป็นอาจิณ</p>
<p>คนธาตุหนัก แสดงว่าปลายประสาทลำไส้ใหญ่เสื่อมอาจเกิดจากการกินยาถ่ายเป็นประจำ หรือดื่มน้ำน้อย<br />
ทั้งธาตุเบาและธาตุหนักไม่ดีทั้งคู่ ถ้าเป็นอย่างนี้แสดงว่ามีปัญหาที่ลำไส้และปลายประสาทลำไส้ใหญ่ผิดปกติ<br />
หากปล่อยไว้วันข้างหน้าจะมีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ควรกินขมิ้นชันเป็นประจำเพื่อค่อยๆ ปรับให้เข้าที่แล้ว จะกลับมาถ่ายเป็นปกติ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient472.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1989 colorbox-1984" title="ขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient472.jpg" alt="" width="290" height="290" /></a>ถ้ากินขมิ้นชันสดๆ ต้องปอกเปลือกก่อนแต่ถ้าทำขมิ้นบดเป็นผง ต้องนำขมิ้นมาต้มน้ำให้เดือดสักพักหนึ่ง<br />
เสร็จแล้วตักออกนำมาผึ่งให้เย็นหั่นเป็นแว่นเล็กๆตากแดดจนแห้ง อาจจะตากหลายครั้งแล้วถึงจะนำมาบดให้เป็นผง ถ้าใช้เครื่องอบให้ขมิ้นแห้งความร้อนไม่ควรเกิน 65 องศาถ้าความร้อนเกินอาจเกิดสารสเตรอยด์ได้</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การใช้ประโยชน์จากขมิ้น</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Dec 2011 04:36:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้ประโยชน์จากขมิ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=1975</guid>
		<description><![CDATA[การใช้ประโยชน์จากขมิ้น ตัดแง่งขมิ้นมาพอสมควรนำมาล้างให้สะอาด (ควรทำขั้นตอนนี้ทุกครั้งของการใช้สมุนไพร) แล้วตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเจือน้ำสุกเท่าตัวนำมาดื่มครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 &#8211; 4 ครั้ง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient4631.jpg"><img class="size-full wp-image-1976 alignleft colorbox-1975" title="การใช้ประโยชน์จากขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient4631.jpg" alt="" width="300" height="251" /></a><span style="color: #ff6600;">การใช้ประโยชน์จากขมิ้น</span><br />
ตัดแง่งขมิ้นมาพอสมควรนำมาล้างให้สะอาด (ควรทำขั้นตอนนี้ทุกครั้งของการใช้สมุนไพร) แล้วตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเจือน้ำสุกเท่าตัวนำมาดื่มครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 &#8211; 4 ครั้ง หรือเติมเกลือเล็กน้อย เพื่อใช้รักษาอาการท้องร่วง บิด</p>
<p>ใช้ผงขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ นำมันผสมกับน้ำมันมะพร้าว 2 &#8211; 3 ช้อนโต๊ะ เอามาเคี่ยวด้วยไฟอ่อน จนได้น้ำมันสีเหลือง แล้วนำมาใช้ใส่แผล หรือนำมาพอกบริเวณที่ปวดเมื่อยหรือเคล็ดได้</p>
<p>นำผงขมิ้นมาผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำเชื่อม ปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทาน 2 &#8211; 3 เม็ด หลังอาหาร และก่อนนอน เพื่อรักษา อาการโรคกระเพาะท้องขึ้น</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient464.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1977 colorbox-1975" title="การใช้ประโยชน์จากขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient464.jpg" alt="" width="500" height="405" /></a>นำขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม นำมาบดผสมกัน ใช้พอกหน้า และตัวเพื่อบำรุงผิวได้ (ถ้าผิวมันใช้ผสมกับน้ำมะกรูดเผาไฟ ถ้าผิวแห้ง ใช้ผสมกับน้ำผึ้ง หรือ นมสด) ควรพอกประมาณ 5 &#8211; 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น สลับกันใช้ผงขมิ้นละลายน้ำทาบ่อย ๆตรงบริเวณที่คัน หรือ คันจากยุงกัดมดกัด</p>
<p>ทำครีมสมุนไพร เพื่อใช้แทนสบู่ และลดรอยเหี่ยวย่นและจุดด่างดำ เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า โดยนำมะขามเปียก 300 กรัมมาแช่น้ำและบีบน้ำแล้วนำมากรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วเอาตั้งใส่หม้อเคลือบตั้งไฟอ่อน ๆ เคี่ยวให้แห้งจากนั้น เติมนมสด 200 กรัม + น้ำผึ้ง 50 กรัม + ขมิ้นผง 1/2 ช้อนชา + ว่านนางคำผง 1/2 ช้อนชา คนให้แห้ง ยกลง ก็โดยชะโลมน้ำที่หน้าพอเปียก ป้ายครีมเล็กน้อย ลูบไล้จนทั่วหน้า ทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด</p>
<p>วิธีทำยาทาผิว ใช้เหง้าขมิ้นสดมาหั่นบางๆ แล้วตากแห้ง นำมาบดเป็นผงให้ละเอียด เวลาจะใช้ให้นำมาผสมกับน้ำคนให้เข้ากัน ทาตามเนื้อตัวหรือใบหน้าหรือผสมกับน้ำนมทาตัวเอาไว้ก่อนจะอาบน้ำทิ้งไว้ 10 &#8211; 20 นาที เป็นอย่างน้อย แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือตามด้วยการอาบน้ำชำระร่างกาย ผลที่ได้รับคือ ช่วยให้ผิวนุ่มนวลเนียน แก้โรคผดผื่นคัน หรือจุดด่างดำบนร่างกายให้หายไป</p>
<p>วิธีทำครีมขัดและพอกหน้า นำขมิ้นผงผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง จากนั้นล้างหน้า ให้สะอาดแล้วนำขมิ้นที่เตรียมไว้ขัดใบหน้าเบา ๆ จนทั่วพอกไว้อย่างนั้นประมาณ 5 นาที ล้างออกได้ด้วยน้ำอุ่น ๆ ผลที่ได้รับคือ ช่วยให้สิ้วเสี้ยนหลุดสมานผิวและรูขุมขน ช่วยรักษาแผลที่เกิดจากสิวอักเสบ ไม่ให้เกิดเป็นแผลเป็นทำให้ผิวหน้านุ่มและเนียน</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient465.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1978 colorbox-1975" title="การใช้ประโยชน์จากขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient465.jpg" alt="" width="300" height="366" /></a><span style="color: #ff6600;">การใช้ขมิ้นรักษาแผล, แมลงกัดต่อย</span><br />
1. ใช้ผงขมิ้นชัน 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันหมู 2-3 ช้อนโต๊ะ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ คนจนน้ำมันกลายเป็นสีเหลือง ใช้น้ำมันที่ได้ใส่แผล<br />
2. นำขมิ้นชันมาล้างให้สะอาด แล้วตำจนละเอียดคั้นเอาน้ำใส่แผล<br />
3. ผสมขมิ้นชันกับน้ำปูนใสเล็กน้อย และผสมสารส้มหรือดินประสิว พอกบริเวณที่เป็นแผล</p>
<p><span style="color: #800080;">การใช้ขมิ้นรักษากลาก เกลื้อน</span><br />
ผสมผงขมิ้นกับน้ำ แล้วทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน 2 ครั้งต่อวัน</p>
<p><span style="color: #33cccc;">วิธีการทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด</span><br />
นำมาประกอบเป็นส่วนผสมในอาหาร</p>
<p><span style="color: #ff6600;">ปริมาณที่ควรทาน</span><br />
ใช้ขมิ้นสด 1 ช้อนชา หนัก 3 กรัม มาประกอบอาหาร ถ้าเป็นชนิดที่แงจะเข้มข้นกว่าแบบสดควรใช้ให้น้อยลง</p>
<p><span style="color: #3366ff;">ประโยชน์ที่สำคัญ</span><br />
ขมิ้นเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของไฟโทเคมิคอลเคอร์คูมิน มีส่วนในเรื่อง<br />
มะเร็งลำไส้ พบว่าคนที่ทานขมิ้นเป็นประจำมีอัตราเป็นมะเร็งลำไส้น้อย</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;">กระตุ้นการย่อยอาหาร ขมิ้นมีส่วนช่วยในการหลั่งเอนไซม์ที่เริ่มทำให้คาร์โบไฮเดรตและไขมันแตกตัว</span></p>
<p><span style="color: #666699;">ผลต้านการอักเสบ</span><br />
เคอร์คูมินมีคุณสมบัติต้านการอักเสบและยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด โดยมีอิทธิพลต่อการสร้างไอโคซานอยด์</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient466.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1979 colorbox-1975" title="การใช้ประโยชน์จากขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient466.jpg" alt="" width="249" height="199" /></a><span style="color: #ff6600;">Tips</span><br />
แง่งขมิ้น ให้ตัดเอาแง่งขมิ้นขนาดพอควรนำมาล้างให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเจือน้ำสุกเท่าตัวนำมากินครั้งละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4ครั้ง หรือเติมเกลือเล็กน้อยให้กินง่ายขึ้น ใช้รักษาอาการท้องร่วง บิด ผงขมิ้น ให้ใช้ผงขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันหมู 2-3 ช้อนโต๊ะ เอามาเคี่ยวด้วยไฟอ่อนแล้วคนให้ทั่วจนเป้นสีเหลือง แล้วใช้น้ำมันที่ได้ใส่แผลหรือจะใช้ฟอกตามบริเวรที่เป็นแผลและยังใช้รักษาอาการเคล็ด หัวขมิ้นให้นำหัวขมิ้นมาขูดเอาหนื้อขมิ้นทาบริเวณที่ยุงกัดจะทำให้หายคันและตุ่มจะยุบหายไป</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient467.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1980 colorbox-1975" title="การใช้ประโยชน์จากขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient467.jpg" alt="" width="500" height="372" /></a>การทำผงขมิ้น ผงขมิ้นสกัดจากสมุนไพร เป็นเครื่องหอมแทนแป้งหอม นำมาทาตัวให้หอมและยังเป็นยาแก้ผดผื่นคันได้ดีวิธีทำผงขมิ้น นำหัวขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาฝานให้เป็นชิ้นบาง ๆ ตามจำนวนที่ต้องการ นำไปตากแดดให้แห้ง เมื่อแห้งดีแล้วนำมาตำใส่เครื่องหอม เช่น ดอกอ้ม ใบกะซัล ตำให้ละเอียดที่สุดแล้วกรองเอาแต่ผงละเอียด ก็จะได้ผงขมิ้นหอมตามที่ต้องการ</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>น้ำเฮคาร่าน้ำสมุนไพร</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2011/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2011/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Dec 2011 04:01:24 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[โปรแกรมดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำสมุนไพร]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำเฮคาร่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=1972</guid>
		<description><![CDATA[น้ำเฮคาร่าน้ำสมุนไพร น้ำดื่มสมุนไพร &#8220;เฮคารา&#8221; ค้นคว้าวิจัยโดย ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศ.พ.ต.ต.ดร.นพ.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตรัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยสมุนไพรหลัก 6 ชนิด 1. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/hekara.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1973 colorbox-1972" title="น้ำเฮคาร่าน้ำสมุนไพร " src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/hekara.jpg" alt="" width="400" height="361" /></a></p>
<p><span style="color: #ff6600;">น้ำเฮคาร่าน้ำสมุนไพร</span><br />
น้ำดื่มสมุนไพร &#8220;เฮคารา&#8221; ค้นคว้าวิจัยโดย ศ.ดร.นพ.สมศักดิ์ วรคามิน อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ศ.พ.ต.ต.ดร.นพ.ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตรัฐมนตรี</p>
<p>ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วยสมุนไพรหลัก 6 ชนิด</p>
<p><span style="color: #33cccc;">1. สมุนไพรพลูคาว</span><br />
สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำเอกสารเผยแพร่ เรื่อง สมุนไพรน่ารู้ 1: ผักคาวตอง (พิมพ์ครั้งที่ 3, 2548, 85หน้า) ซึ่งบรรยายคุณภาพทางเคมี สรรพคุณ ความปลอดภัย ซึ่งในบทที่กล่าวถึงผักคาวตองกับการศึกษาด้านเภสัชวิทยา โดยกัลยา อนุลักขณาปกรณ์ เป็นผู้เขียน (หน้า 36 – 48) ได้</p>
<p>สรุปรายงานการวิจัยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของผักคาวตองที่เกี่ยวข้องกับ มะเร็งไว้หลายประการ เช่นฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง(Cytotoxicity against tumor cellline)ฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เม็ดเลือดขาว (Antileukemic activity)ในประเทศจีนมีการใช้ผักคาวตองเป็นส่วนประกอบยาสำหรับรักษา</p>
<p>มะเร็ง ทางเดินอาหาร มะเร็งทางเดินหายใจ เนื้องอกในรังไข่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ เบาหวาน</p>
<p><span style="color: #339966;">2. ปัญจขันธ์ หรือ เจียวกู่หลาน (Gynostemma Pentaphyllum Makino)</span> ปัญจขันธ์เป็นสมุนไพรที่มีการวิจัยในประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นจำนวนมากสถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้สรุปผลทางเภสัชวิทยาไว้ได้แก่ ช่วยลดความเครียดและช่วยให้นอนหลับง่าย สามารถกำจัดอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัว การสำคัญในการทำให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ และทำให้ร่างกายสามารถสร้างสารต้านทานอนุมูลอิสระ (Superoxide Dismutase SOD) ได้มากถึง3 เท่าของที่เคยเป็น เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายโดยควบคุมฮอร์โมนแห่งความ เครียด ซึ่งมักหลั่งออกมามากเมื่อร่างกายเราเกิดความเครียด ซึ่งมีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดลง ติดเชื้อโรคได้ง่าย ลดความดันและลดไขมันหรือโคเลสเตอรอลในเลือดได้ นอกจาก นี้จากการศึกษา ยังพบว่าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการเผาผลาญไขมันของร่างกายได้อย่าง สมบูรณ์ขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้</p>
<p><span style="color: #ff6600;">3.กระชายดำหรือโสมไทย</span> ถูกจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะ มีสรรพคุณเหนือกว่าโสม มีคุณประโยชน์ทุกอย่างที่โสมมี ช่วยขับลมในลำไส้ บำรุงกำลัง เพิ่มฮอร์โมนทำให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น</p>
<p><span style="color: #3366ff;">4.เห็ดหลินจือ</span> เป็นยาจีนที่ใช้ดูแลสุขภาพมามากกว่า 2000 ปี นับตั้งแต่สมัยฉินซีฮ่องเต้เป็นเป็นต้นมา เห็ดหลินจือเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะ เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้นใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลัง ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆที่ได้รวบรวมไว้ได้แก่ รักษาและต้านมะเร็ง รักษาโรคตับ ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำใส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าว ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p><span style="color: #ff6600;">5.มะรุม</span> ในทางการแพทย์จะช่วยใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ ป่วยเบาหวาน ควบคุมภาวะความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์ โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้น หากรับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์ รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง ท้องเสีย ท้องผูกโรคพยาธิในลำไส้ รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ</p>
<p><span style="color: #3366ff;">6.ดอกคำฝอย</span> ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับเหงื่อ ช่วยระบายอ่อนๆดอกคำฝอยเป็นยาบำรุงโลหิต บำรุงประสาท แก้โรคผิวหนัง ลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยป้องกันไขมันอุดตัน น้ำมันของดอกคำฝอยมีส่วนประกอบของกรดไลโนเลอิก ซึ่งเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในประมาณสูง (ประมาณร้อยละ 75) จึงเชื่อว่าจะทำให้ประมาณโคเลสเตอรอลในเลือดต่ำลง และจากผลการวิจัยในสัตว์ทดลองและในคน พบว่า เมล็ดน้ำมันดอกคำฝอยช่วยทำให้ปริมาณโคเลสเตอรอลในเลือด ลดลงได้จริง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะกรดไลโนเลอิกจะไปทำปฏิกิริยากับโคเลสเตอรอลในเลือด ได้เป็นโคเลสเตอรอลไลโนเลเอท (choloesterol linoleate) และยังมีรายงานว่า น้ำมันดอกคำฝอยทำให้ฤทธิ์ของเอนไซม์ ที่ใช้ในการสังเคราะห์กรดไขมันลดลงอีกด้วย จากผลการวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคนพบว่า น้ำมันดอกคำฝอย จะช่วยให้การอุดตันของไขมันในหลอดเลือดลดลง และช่วยป้องกันการอุดตันของไขมันในเลือดได้ ทั้งนี้อาจเป็นผลมาจากน้ำมันดอกคำฝอยมีฤทธิ์ลดการจับตัวของเกล็ดเลือดคนจีน ใช้รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด</p>
<p><span style="color: #993366;">สรุปคุณสมบัติของสมุนไพรในน้ำสมุนไพรเฮคารา</span><br />
1. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรงมีความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ ดีขึ้น<br />
2. สำหรับผู้ป่วยจะทำให้หายจากโรคต่าง ๆ เร็วขึ้น<br />
3. ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง<br />
4. ลดไขมัน และลดน้ำตาลในเลือด<br />
5. ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ทานได้ นอนหลับ ถ่ายสะดวก</p>
<p><span style="color: #ff6600;">คุณภาพมาตรฐานของการผลิตของสมุนไพรเฮคารา</span><br />
สมุนไพรสมุนไพรเฮคารา (ไม่มีแอลกอฮอล์) ผลิตโดย บ. เฮลท์อีสเวลท์ (โรงงานในเครือเชียงรายไวน์เนอรี) ซึ่งใช้มาตรฐานการผลิตไวน์ จึงมีมาตรฐานการผลิตสูงกว่าการผลิตสมุนไพรโดยทั่วไป ดังนี้คือ<br />
1. ผลิตโดยโรงงานซึ่งได้รับ GMP, HACCP, HALAL B584/2553 และได้รับมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม จากกระทรวงอุตสาหกรรม (มอก.2089-2544)<br />
2. วัตถุดิบและสมุนไพรที่ควบคุมไม่ให้มีการใช้สารเคมีและใช้หลักปฏิบัติหรือได้ รับประกาศนียบัตร GAP (Good Agriculture Practice)<br />
3. ควบคุมการผลิตโดยนักวิทยาศาสตร์การอาหารระดับปริญญาเอก และภายใต้การแนะนำของแพทย์แผนปัจจุบันระดับศาสตราจารย์ และแพทย์แผนทางเลือกรวมทั้งเภสัชกรแผนโบราณ<br />
4. ได้รับอนุญาตการผลิตและการใช้ฉลากจาก อย.ของประเทศไทยถูกต้อง (เลขที่ อย.57-2-02452)<br />
5. ได้รับการจดทะเบียนเป็นโรงงานผลิตยาและอาหารที่ได้มาตรฐานจากสหรัฐอเมริกา (US FDA 10126321624)<br />
6. ได้มีการทำ Finger Print ของผลิตภัณฑ์ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อควบคุมคุณภาพ</p>
<p><span style="color: #993300;">ผลก่อนและหลังดื่มและมาตราฐานการผลิตดูได้ที่ลิงค์ข้างล่างครับ<span style="color: #ff0000;"> (ราคาอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้)</span></span><br />
- ซื้อ 1 ขวด ราคา 1,300 บาท + ค่าจัดส่ง 100 บาท<br />
- ซื้อ 2 ขวด ราคา 2,500 บาท ฟรี ค่าจัดส่ง (ประหยัด 200 บาท เหลือขวดละ 1,250 บาท)<br />
- ซื้อ 3 ขวด ราคา 3,500 บาท ฟรี ค่าจัดส่ง (ประหยัด 500 บาท เหลือขวดละ 1,167 บาท) แถมสบู่เอนไซม์มูลค่า 360 บาท<br />
- ซื้อ 6 ขวด ราคา 6,000 บาท ฟรี ค่าจัดส่ง (ราคาส่ง ประหยัด 1,900 บาท เหลือขวดละ 1,000 บาท)</p>
<p>เลขที่ อย.57-2-02452-1-0001<br />
ฮาลาล กอท.ฮล.B584/2553</p>
<p><span style="color: #ff00ff;">สนใจสั่งซื้อ : </span><span style="color: #0000ff;">ติดต่อไปที่คุณจิรวัฒน์ 082-333-2662, 082-333-2552</span></p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2011/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b8%91%e0%b9%8c%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%ae%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ขมิ้น Turmeric</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99-turmeric/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99-turmeric/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 25 Dec 2011 12:58:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[Turmeric]]></category>
		<category><![CDATA[ขมิ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=1960</guid>
		<description><![CDATA[ขมิ้น Turmeric ขมิ้น เป็นพืชล้มลุกที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวใบรูปเรียวยาว ดอกออกเป็นช่อมีก้านช่อแทงออกมาจากเหง้าโดยตรง ดอกสีขาวอมเหลือง ชื่อสามัญ : Turmeric,Curcuma ชื่อวิทยาศาสตร์ : [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient455.jpg"><img class="size-full wp-image-1961 alignleft colorbox-1960" title="ขมิ้น Turmeric" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient455.jpg" alt="" width="250" height="200" /></a><span style="color: #33cccc;">ขมิ้น Turmeric</span></p>
<p>ขมิ้น เป็นพืชล้มลุกที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวใบรูปเรียวยาว ดอกออกเป็นช่อมีก้านช่อแทงออกมาจากเหง้าโดยตรง ดอกสีขาวอมเหลือง</p>
<p>ชื่อสามัญ : Turmeric,Curcuma</p>
<p>ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma Longa Linn</p>
<p>วงศ์ : ZINGIBERACEAE</p>
<p>ชื่ออื่น ๆ : ขมิ้นหัว,ขมิ้นแกง,ขมิ้นหยวก (เชียงใหม่) ขมิ้น (กลาง) หมิ้น,ขี้มิ้น (ภาคใต้) สะยอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ตา ยอ (กะเหรี่ยง-กำแพงเพชร)</p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #ff6600;">มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง กระตุ้นการย่อยอาหาร ต้านการอักเสบ</span></p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient456.jpg"><img class="size-full wp-image-1962 alignright colorbox-1960" title="ขมิ้น Turmeric" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient456.jpg" alt="" width="250" height="200" /></a><span style="color: #008000;">ขมิ้นทำให้เครื่องแกงผงมีสีเหลืองสด</span></p>
<p>ขมิ้น (อังกฤษ: Turmeric) เป็นพืชล้มลุกในวงศ์ขิง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีสีเหลืองเข้ม จนสีแสดจัด มีชื่อสามัญอื่นอีกคือ ขมิ้นแกง (เชียงใหม่) ขมิ้นชัน (กลาง,ใต้) ขมิ้นหยอก (เชียงใหม่) ขมิ้นหัว (เชียงใหม่) ขี้มิ้น (ตรัง,ใต้) ตายอ (กะเหรี่ยง กำแพงเพชร) สะยอ (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) และ หมิ้น (ตรัง,ใต้)</p>
<p>ลักษณะทางพฤกษศาสตร์<br />
ขมิ้นเป็นไม้ล้มลุก อายุหลายปี สูง 30-95 ซม. เหง้าใต้ดินรูปไข่มีแขนงรูปทรงกระบอกแตกออกด้านข้าง 2 ด้าน ตรงกันข้ามเนื้อในเหง้าสีเหลืองส้ม มีกลิ่นเฉพาะ ใบเดี่ยว แทงออกมาเหง้าเรียงเป็นวงซ้อนทับกันรูปใบหอก กว้าง 12-15 ซม. ยาว 30-40 ซม. ดอกช่อแทงออกจากเหง้า แทรกขึ้นมาระหว่างก้านใบ รูปทรงกระบอก กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ใบประดับสีเขียวอ่อนหรือสีนวล บานครั้งละ 3-4 ดอก ผล รูปกลมมี 3 พู</p>
<p><span style="color: #ff6600;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient457.jpg"><img class="size-full wp-image-1963 alignleft colorbox-1960" title="ขมิ้น Turmeric" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient457.jpg" alt="" width="250" height="200" /></a>ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์</span><br />
เหง้าขมิ้นมีสารประกอบที่สำคัญ เป็นน้ำมันหอมระเหย &#8220;เอสเซนเซียล&#8221; และในเหง้ายังมีสารสีเหลืองส้มที่ทำให้ขมิ้นได้ชื่อว่าCurcumin จากการทดลองพบว่าขมิ้นสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดอาการอักเสบ มีฤทธิ์ในการขับน้ำได้ดีน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นมีสรรพคุณรักษาปวดท้องเสียด ท้องอืด แน่นจุกเสียด ขมิ้นไม่มีพิษเฉียบพลัน มีความปลอดภัยสูง</p>
<p><span style="color: #808000;">การปลูกเลี้ยง</span><br />
ขมิ้นชอบอากาศค่อนข้างร้อนและมีความชุ่มชื้นในเวลากลางคืน วิธีปลูกใช้เหง้าแก่ที่อายุได้ 11 &#8211; 12 เดือน ทำพันธุตัดออกเป็นท่อนละ 1-2 ตา ปลูกลงแปลงหลังจาก 7 วันรากก็จะเริ่มงอกควรรดน้ำทุกวัน หลังจากนั้นเมื่อขมิ้นมีอายุได้ 9-10 เดือนจึงจะขุดเอามาใช้ได้</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient458.jpg"><img class="size-full wp-image-1964 alignright colorbox-1960" title="ขมิ้น Turmeric" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient458.jpg" alt="" width="250" height="200" /></a>ลักษณะทั่วไปต้น: เป็นพรรณไม้ล้มลุก มีเหง้าอยู่ใต้ดินมากเป็นพรรณไม้เดียวกันกับว่านหรือขิง มีลำต้นสูงประมาณ 50-70 ซม.  เนื้อในจะมีสีเหลืองอมส้ม และมีกลิ่นหอม</p>
<p>ใบ: เป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ รูปหอกแกมขนานกัน กว้างประมาณ 8-10 ซม. และยาวประมาณ 30-40 ซม. ก้านใบยาวราวประมาณ 8-15 ซม. เป็นก้านใบแคบ ๆ มีร่องแผ่ครีออกเล็กน้อย หน้าแล้งใบนั้นจะแห้งเหลือเหง้าใต้ดินอยู่ห้ามรดน้ำเพราะ ถ้าแฉะไปเหง้าก็จะเน่า แต่ถ้าฤดูฝน ฝนตกก็จะแทงต้นใหม่และออกดอก</p>
<p>ดอก: จะออกเป็นช่อใหญ่สวย ก้านช่อนั้นจะยาวพุ่งออกมาจากใต้ดิน ก้านช่อดอกมียาวประมาณ 5-8 ซม.</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient461.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1965 colorbox-1960" title="ขมิ้น Turmeric" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient461.jpg" alt="" width="450" height="294" /></a>ส่วนใบประดับสีเขียวอ่อน ๆ หรือ สีขาว ตรงปลายช่อดอกจะมีสีชมพูอ่อน จะจัดเรียงซ้อนกันอย่างระเบียบ ใบประดับ 1 ใบจะมีดอกอยู่ 2 ดอก ใบประดับย่อยนั้นรูปขอบจะขนานยาว 3-3.5 ซม. กลีบรองกลีบดอกจะเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อ มีขนกลีบดอกจะมีสีขาว ตรงโคนเชื่อมติดกันเป็นท่อยาว ปลายของมันจะแยกเป็น 3 ส่วน</p>
<p>เกสร: เกสรตัวผู้มีลักษณะคล้ายกลีบดอก มีขน ส่วนอับเรณูจะอยู่ใกล้ ๆ ปลาย ท่อเกสรตัวเมีย และ ยาวยอดเกสรตัวเมียเป็นรูปปากแตร เกลี้ยง</p>
<p>รังไข่: จะมีอยู่ 3 ช่อง แต่ละช่องนั้น จะมีไข่อ่อนอยู่ 2 ใบ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient460.jpg"><img class="size-full wp-image-1966 alignleft colorbox-1960" title="ขมิ้น Turmeric" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient460.jpg" alt="" width="350" height="350" /></a>การขยายพันธุ์ :ก่อนที่จะปลูกควรทำการด้ายหญ้า เพื่อเป็นการกำจัดวัชพืชและทำการไถพรวนดิน มีความลึกประมาณ 20-30 ซม. แล้วปล่อยไว่นานหนึ่งอาทิตย์ ให้ดินแห้งเป็นการทำลายพวกแมลงและราบางชนิด หลังจากนั้นก็ทำการยกร่องให้สูงประมาณ 25 ซม. กว้าง 45-50 ซม. ท่อนพันธุ์ที่คัดปลูกควรจะมีอายุ 11-12 เดือน แล้วตัดเป็นท่อน ๆ โดยให้มีตาประมาณท่อนละ 1-2 ตา ก่อนที่จะลงมือปลูกควรแช่ท่อนพันธุ์ด้วยน้ำยาไดโฟลาแทน (Difolatan) เพื่อเป็นการป้องกันโรครากเน่า ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักในร่องก่อนที่จะปลูก ควรจะปลูกต้นฤดูฝนราวพฤษภาคม ถ้าปลูกช้าฝนจะตกหนัก จะทำให้ขมิ้นที่ปลูกไว้เน่าตายได้ ระยะของการปลูก 900 ตารางเซนติเมตร หรือ 1225 ตารางเซนติเมตร ขุดหลุมลึกราว 6-8 เซนิเมตร หลังการปลูกได้ เจ็ดเดือน ขมิ้นจะเริ่มออกใบสีเหลือง แสดงว่าหัวของขมิ้นนั้นเริ่มแก่แล้ว ปล่อยทิ้งไว้ในแปลงจนกระทั่งมีอายุ 9-10 เดือนจึงทำการขุดได้</p>
<p><span style="color: #800080;">ส่วนที่ใช้ :</span><br />
เหง้าที่แก่จัด ใช้ทั้งสดและแห้ง เหง้าแห้งนิยมปนเป็นผง</p>
<p><span style="color: #99cc00;">รสและสรรพคุณยาไทย</span><br />
เหง้าของขมิ้นมีรสฝาด กลิ่นหอม สามารถเก็บมาใช้เมื่อมีช่วงอายุ 9-10 เดือน มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย เชื้อรา ลดการอักเสบ และ มีฤทธิ์ในการขับน้ำดี น้ำมันหอมระเหย ในขมิ้นชันมีสรรพคุณบรรเทา อาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุดเสียด แก้โรคผิวหนัง ขับลม แก้ผื่นคัน แก้ท้องร่วง อาจช่วยรักษาโรค รูมาตอยด์ได้ ยังไม่ยืนยันแน่ชัด</p>
<p><span style="color: #ff6600;">สรรพคุณ</span><br />
มีการศึกษาพบว่า หากให้รับประทานขมิ้นพร้อมกับ อาหารจะช่วยป้องกันมะเร็งในลำไส้ และยังทำลาย ไวรัสที่ปนเปื้อนมากับอาหารได้ การกินอาหารที่ใส่ขมิ้น จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ นอกจากจะ ใช้ แต่งกลิ่นสีให้อาหารเท่านั้น<br />
<a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient459.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1967 colorbox-1960" title="ขมิ้น Turmeric" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient459.jpg" alt="" width="500" height="375" /></a>เนื่องจากเหง้าขมิ้นมีสารที่ยับยั้งการหลั่งของกรด จึงใช้ในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ แก้ท้องอืด ท้องเฟื้อ และยังช่วยเจริญอาหารด้วยขมิ้นยังมีผลดีต่อผิวหนัง คือ ช่วยรักษาโรคผิวหนัง แก้อาการผื่นคัน รักษากลากเกลื้อน รักษาแผลสด ระงับเชื้อ รักษาพิษโลหิตและเสมหะ ทั้งนี้ยังใช้ขับระดูสำหรับสตรีที่มีกลิ่นเหม็น และมีเลือดจับกันเป็นก้อนสีดำ จะช่วยละลายให้เลือดแตกเป็นลิ่ม ๆ ออกมา แก้บิดเป็นมูกเลือด แก้น้ำดีพิการ ช่วยขับลมให้ผายออกมาทางทวารหนัก หรือ ให้เรอออกมาทางปาก ฝนขมิ้นแล้วหยอดตา แก้อาการตาแดง ตาเปียกแฉะ มีขี้ตาเป็นประจำในฤดูแล้ง นอกจากแก้โรคแผลในลำไส ้และกระเพาะแล้วยังแก้ธาตุพิการ ท้องร่วงด้วย ถ้าหากมีอาการของไข้หวัด ขมิ้นก็สามารถใช้ดมแก้หวัด ขับเสมหะในลำคอ ผสมสมุนไพรอย่างอื่น ๆ เป็นยาคุมธาตุ แถมยังแก้อาการฟกช้ำดำเขียวตามร่างกาย ด้วยการเอาหัวสด ๆ มาตำพอกบรรเทาอาการอักเสบและเคล็ดขัดยอกไว้ด้วย นอกจากนี้ขมิ้นยังมีฤทธิ์ต้านวัณโรค แก้อาการไม่สบาย ลดไข้ รักษาไข้ผอมเหลือง บรรเทาอาการวิงเวียน ดมแก้หวัด ระงับอาการชัก รักษาฟัน แก้หญิงที่ตกโลหิต รักษาอาการโลหิตออกทางทวารหนักและเบา</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient463.jpg"><img class="size-full wp-image-1968 alignright colorbox-1960" title="ขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient463.jpg" alt="" width="300" height="251" /></a>สารที่อยู่ภายใน หัวขมิ้นเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการทดสอบกรดบอริก ที่มีในผงชูรสปลอบ ใบใช้ผสมกับยานวดเพื่อคลายเส้น ใช้ผสมเป็นยาอายุวัฒนะ รักษามะเร็ง ริดสีดวงทวารปวดมวนรักษาซาง และฝีดาษ และชักอาการไข้ รักษาผมที่หงอก ผมร่วง ผมคัน รักษามุตกิด ท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาแผลโรคผิวหนังผื่นคันบำรุงผิว รักษาอาการท้องเดิน ปวดท้อง ธาตุพิการ อุจจาระเป็นมูกโลหิต ลดอาการบวม รักษาไข้ปวดหัวตัวร้อน สารพัดไข้ ปวดศีรษะ รักษากาฬ รักษาพิษสำแลง-ของแสลง รักษาฝี บิดตานทรวง ถ่ายท้อง ท้องเดิน ท้องร่วง ลดการขับปัสสาวะ รักษามูกโลหิต โลหิตเน่า ขับน้ำคาวปลา รักษาตานขโมย แมงเตียนกินรากผม เหา รังแค กษัย บำรุงโลหิต เจริญอาหาร ผสมกับยาต้มห้ามโลหิตจากทวารทั้ง 9 หรืออาเจียนเป็นโลหิต ผสมยารักษาเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย บำรุงน่ำนม เป็นฝาโรคหนองใน เบาขัด รักษาอาการลมวิงเวียน โรคปวดในข้อ โรคเหน็บชา คลื่นเหียนจุกเสียดและลมขึ้นสูง โรคประสาทผสมยาทาฝี รักษาแผลเรื้อรังเน่าร้าย ผอมแห้งอยู่ไฟไม่ได้ โรคกุฏฐัง ทำน้ำนมสตรีให้บริสุทธิ์ ขับปัสสาวะในสตรี รักษาอาการปวดบวมท้องขึ้นลงท้องอันเกิดจากวาโยธาตุกำเริบ</p>
<p><span style="color: #99cc00;">วิธีใช้ประโยชน์</span><br />
อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด และอาหารไม่ย่อยทำโดยล้างขมิ้นให้สะอาด ไม่ต้องปอกเปลือกออก หั่นเป็นชิ้นบางๆ ตากแดดจัดสัก 1-2 วัน บดให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดปลายนิ้วก้อย กินครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3 -4 ครั้ง หลังอาหารและก่อนนอน แต่บางคนเมื่อกินยานี้แล้วแน่นจุกเสียดให้หยุดกินยานี้</p>
<p><span style="color: #3366ff;">คุณค่าทางอาหาร</span><br />
เหง้าขมิ้นพบว่ามี วิตามินเอ วิตามินซี นอกจากนั้นยังมีเกลือแร่ต่างๆอีกพอสมควร เป็นเครื่องปรุงรส แต่งสีได้ดีมาก</p>
<p><span style="color: #339966;">ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์</span><br />
เหง้าขมิ้นมีสารประกอบที่สำคัญ เป็นน้ำมันหอมระเหย &#8220;เอสเซนเซียล&#8221; และในเหง้ายังมีสารสีเหลืองส้ม ที่ทำให้ขมิ้นได้ชื่อว่า Curcumin จากการทดลองพบว่าขมิ้นสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ลดอาการอักเสบ มีฤทธิ์ในการขับน้ำได้ดี น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นมีสรรพคุณรักษาปวดท้องเสียด ท้องอืด แน่นจุกเสียด ขมิ้นไม่มีพิษเฉียบพลัน มีความปลอดภัยสูง</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient462.jpg"><img class="size-full wp-image-1969 aligncenter colorbox-1960" title="ขมิ้น" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient462.jpg" alt="" width="400" height="449" /></a>เหง้า ใช้รักษาแผลในลำไส้ เจริญอาหาร ขับลม คล้ายกล้ามเนื้อเรียบในลำไส้ที่เกร็งตัว บรรเทาอาการวิงเวียน ไม่สบายมีฤทธิ์ต้านวัณโรค ระงับเชื้อ รักษาโรคผิวหนัง แก้หวัด ผื่นคัน เป็นยาบำรุง รักษากลากเกลื้อน ระงับอาการชัก ขับปัสสาวะ ลดไข้ ฆ่าเชื้อพยาธิ ป้องกันโรคหนองใน อาการฟกช้ำ รักษาแผลสด แก้ท้องขึ้น บรรเทาอาการท้องขึ้น ทำให้ผายลม รักษาไข้ผอมเหลือง ไข้ท้องมาน รักษาพิษ เสมหะและโลหิต ใช้เป็นยาขัดฟัน รักษาแผลในกระเพาะอาหาร รักษาฟัน แก้หญิงที่ตกโลหิต รักษาโลหิตออกทางทวารหนักและโลหิต นอกจากจะใช้เดี่ยวๆ แล้วขมิ้นยังเป็นส่วยผสมของตำรับยาสมุนไพร รักษารคต่าง ๆ คือ เหง้าจะมีส่วนผสมของน้ำมันมะพร้าว ใช้เป็นยาสมานแผลสดและแผลถลอก หรือใช้ผสมกับยานวดเพื่อเพื่อคลายเส้นยาคุมธาตุ รักษาเคล็ดขัดยอก รักษาชันนะตุในเด็ก บรรเทาอาการปวดฟัน และเหงือกบวม รักษาเคล็ดขัดยอก หรือน้ำกัดเท้า ส่วนในเหง้าขมิ้นนั้นจะมีสารสีเหลืองซึ่งเราเรียกว่า curcumin และ resin นอกจากนี้ยังมีน้ำมันระเหยประมาณ 5% ซึ่งประกอบด้วย borneol,camphene, zingerene,l.4cineol,sabinene และ phellandrene สารที่อยู่ภายใน หัวขมิ้นเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการทดสอบกรดบอริก ที่มีในผงชูรสปลอก ใบ ใช้ผสมกับยานวดเพื่อคลายเส้น ใช้ผสมเป็นยาอายุวัฒนะ รักษามะเร็ง ริดสีดวงทวารปวดมวนรักษาซาง และฝีดาษ และชักอาการไข้ รักษาผมที่หงอก ผมร่วง ผมคัน รักษามุตกิด ท้องอืด ท้องเฟ้อ รักษาแผลโรคผิวหนังผื่นคันบำรุงผิว รักษาอาการท้องเดิน ปวดท้อง ธาตุพิการ อุจจาระเป็นมูกโลหิต ลดอาการบวม รักษาไข้ปวดหัวตัวร้อน สารพัดไข้ ปวดศีรษะ รักษากาฬ รักษาพิษสำแลง-ของแสลง รักษาฝี บิดตานทรวง ถ่ายท้อง ท้องเดิน ท้องร่วง ลดการขับปัสสาวะ รักษามูกโลหิต โลหิตเน่า ขับน้ำคาวปลา รักษาตานขโมย แมงเตียนกินรากผม เหา รังแค กษัย บำรุงโลหิต เจริญอาหาร ผสมกับยาต้มห้ามโลหิตจากทวารทั้ง 9 หรืออาเจียนเป็นโลหิต ผสมยารักษาเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย บำรุงน่ำนม เป็นฝาโรคหนองใน เบาขัด รักษาอาการลมวิงเวียน โรคปวดในข้อ โรคเหน็บชา คลื่นเหียนจุกเสียดและลมขึ้นสูง โรคประสาทผสมยาทาฝี รักษาแผลเรื้อรังเน่าร้าย ผอมแห้งอยู่ไฟไม่ได้ โรคกุฏฐัง ทำน้ำนมสตรีให้บริสุทธิ์ ขับปัสสาวะในสตรี รักษาอาการปวดบวมท้องขึ้นลงท้องอันเกิดจากวาโยธาตุกำเริบ</p>
<p><span style="color: #993366;">ตำรับยา :</span><br />
แง่งขมิ้น ให้ตัดเอาแง่งขมิ้นขนาดพอควรนำมาล้างให้สะอาดแล้วตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำเจือน้ำสุกเท่าตัวนำมากินครั้งละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3-4 ครั้ง หรือเติมเกลือเล็กน้อยให้กินง่ายขึ้น ใช้รักษาอาการท้องร่วง บิด ผงขมิ้น ให้ใช้ผงขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันหมู 2-3 ช้อนโต๊ะ เอามาเคี่ยวด้วยไฟอ่อนแล้วคนให้ทั่วจนเป้นสีเหลือง แล้วใช้น้ำมันที่ได้ใส่แผลหรือจะใช้ฟอกตามบริเวรที่เป็นแผลและยังใช้รักษาอาการเคล็ด หัวขมิ้น ให้นำหัวขมิ้นมาขูดเอาหนื้อขมิ้นทาบริเวณที่ยุงกัดจะทำให้หายคันและตุ่มจะยุบหายไป</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%82%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%89%e0%b8%99-turmeric/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มันฝรั่งช่วยห้ามเลือดได้</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 24 Dec 2011 07:45:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[มันฝรั่งช่วยห้ามเลือดได้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=1956</guid>
		<description><![CDATA[มันฝรั่งช่วยห้ามเลือดได้ ทหารยุคไฮเทคอาจจะต้อง หันมาพกพาแป้งมันฝรั่ง (potato starch) ติดตัวเอาไว้ เพื่อชดเชยแทนเครื่องลางของขลังก็เป็นได้ ทั้งนี้มิได้มีเอาไว้กันเหนียวหรอก หากแต่ว่าเอาไว้ห้ามเลือดต่างหาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient527.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1957 colorbox-1956" title="มันฝรั่งช่วยห้ามเลือดได้" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient527.jpg" alt="" width="500" height="305" /></a></p>
<p><span style="color: #808000;">มันฝรั่งช่วยห้ามเลือดได้</span></p>
<p>ทหารยุคไฮเทคอาจจะต้อง หันมาพกพาแป้งมันฝรั่ง (potato starch) ติดตัวเอาไว้ เพื่อชดเชยแทนเครื่องลางของขลังก็เป็นได้ ทั้งนี้มิได้มีเอาไว้กันเหนียวหรอก หากแต่ว่าเอาไว้ห้ามเลือดต่างหาก</p>
<p>นักวิจัยพบว่า ผงแป้งมันฝรั่งสามารถห้ามเลือดได้ทันที และอาจช่วยให้การผ่าดัดปลอดภัยมากขึ้น เพราะลดการให้เลือด และลดโอกาสเสียงจากการให้เลือด ผลสรุปนี้ได้จากการศึกษาสารช่วยให้เลือดแข็งตัว หรือศัพท์การแพทย์เรียกว่า เฮโมสแตต (hemostat) ที่ผลิตขึ้นจากแป้งมันฝรั่ง ซึ่งผ่านการสกัดให้บริสุทธิ์จนเป็นผงละเอียด เป็นสารช่วยให้เลือดแข็งตัวชนิดใหม่ ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติ จากองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ ให้ใช้ตัวยานี้ได้ เมื่อปลายปี2544</p>
<p>ผงมันฝรั่งขนาดจิ๋วเหล่านี้ ทำหน้าที่คล้ายฟองน้ำขนาดเล็ก ช่วยดูดซับเลือดที่ไหลออกมา ไม่ว่าจะเกิดบาดแผลบนผิวหนังภายนอก หรือแม้แต่การเสียเลือดภายในระหว่างการผ่าตัด และด้วยการลดปริมาณเลือดที่เสียระหว่างการผ่าตัดนี้ นักวิจัยบอกว่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการให้เลือดแก่ผู้รับการผ่าตัดได้</p>
<p>นักวิจัยผู้ทำการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นายแพทย์มาร์ก อีเร็ท แห่งเมโยคลินิก ในโรเชสเตอร์ รัฐมินเนโซต้า เขาเสนอการศึกษาสารเฮโมสแตตตัวนี้ ในการประชุมประจำปีของสมาคมวิสัญญีแพทย์สหรัฐฯ (the American Society of Anesthesiologists) ที่ออร์แลนโด เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2545 ทีมวิจัยนำผงตัวยามันฝรั่ง มาศึกษาประสิทธิภาพการห้ามเลือด ในอาสาสมัครจำนวน 30 คน ด้วยการกรีดแขนท่อนล่าง  เพียงให้เป็นแผลเล็ก ๆ นะ</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient526.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1958 colorbox-1956" title="มันฝรั่งช่วยห้ามเลือดได้" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient526.jpg" alt="" width="400" height="502" /></a>แล้วนำตัวยาใส่ลงบริเวณรอยแผลพร้อมกับกดบาดแผล พบว่าอาสาสมัคร 77% เลือดหยุดไหลทันที ส่วนผู้ไม่ได้รับผงแป้งนี้ เลือดไหลอยู่นาน 6 นาที สรรพคุณของผงแป้งมันฝรั่งมีข้อดีตรงที่ว่า เป็นสารสกัดจากพืช ดังนั้นผู้ได้รับยามีโอกาสเกิดปฏิกิริยาแพ้ได้น้อยกว่า ตัวยาที่ผลิตมาจากสัตว์ นายแพทย์มาร์ก บอกว่าผงแป้งนี้ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่น้อยกว่าสารเฮโมสแตตตัวอื่น ๆ ที่มีการพัฒนาขึ้นมาตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้นราคายังถูกกว่าอีกด้วย</p>
<p>นายแพทย์มาร์ก แนะด้วยว่า ผงแป้งจากมันฝรั่งอาจกลายเป็นสิ่งสำคัญในสนามรบ เพราะทำให้ทหารแต่ละนายสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างรวดเร็ว หยุดเลือดโดยไม่จำเป็นต้องใช้แรงกดไว้ตลอดเลย ทำให้สามารถรักษาบาดแผลอื่น ๆ ได้พร้อมกันทีมวิจัยวางแผนศึกษาขั้นต่อไปว่า จะทดสอบประสิทธิภาพของผงแป้งนี้ ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหัวใจ ม้าม และไต</p>
<p>เห็นอย่างนี้แล้ว นักวิจัยไทยจะไม่ชำเลืองแลมอง มันสำปะหลังบ้านเราบ้างหรือครับ หรือจะเร่งพัฒนาสมุนไพรของไทยก็ได้ เผื่อว่าจะได้ดังระเบิดเทิดไทย กันไปเลย</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>No Related Post</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มันฝรั่งทองคำใต้ดินจากเปรู</title>
		<link>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Dec 2011 06:45:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>โอเคสุขภาพดี</dc:creator>
				<category><![CDATA[Nutrient]]></category>
		<category><![CDATA[มันฝรั่ง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.okhotshop.com/?p=1945</guid>
		<description><![CDATA[มันฝรั่งทองคำใต้ดินจากเปรู พลิกตำนานมันฝรั่ง แกะรอยอาหารประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เปิดปูมความรู้สถาบันวิจัยมันฝรั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ประเทศเปรูเรื่องสรรหาของกิน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient449.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1946 colorbox-1945" title="มันฝรั่ง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient449.jpg" alt="" width="500" height="448" /></a><span style="color: #ff6600;">มันฝรั่งทองคำใต้ดินจากเปรู</span></p>
<p>พลิกตำนานมันฝรั่ง แกะรอยอาหารประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เปิดปูมความรู้สถาบันวิจัยมันฝรั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ประเทศเปรูเรื่องสรรหาของกิน ไม่มีใครเก่งเกินสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ อยู่บนฟ้า ใต้น้ำ หรือบนดิน เราก็หาวิธีการเอามาเป็นอาหารได้ไม่ยาก หรือต่อให้มุดอยู่ใต้ดินของเพียงกินได้และมีประโยชน์ ก็ไม่พ้นต้องกลายมาเป็นอาหาร อย่างเช่น มันฝรั่ง (Potato)</p>
<p>เมื่อ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล มันฝรั่งเป็นอาหารของผู้คนในแถบที่ราบสูงบนเทือกเขาแอนดิส ชาวอินคาเอามันฝรั่งไปตากแห้งแล้วบดเป็นแป้งกินเป็นอาหารหลัก กษัตริย์ของอินคาถึงกับต้องสวดมนต์ให้พระผู้เป็นเจ้าคุ้มครองมันฝรั่งไม่ให้สูญพันธุ์ ทุกวันนี้ดินแดนบริเวณนั้นอยู่ในประเทศเปรูและยังมีมันฝรั่งพันธุ์ป่าขึ้นอยู่ ตำแหน่งดินแดนแห่งมันฝรั่งจึงถูกยกให้กับประเทศเปรู และเป็นที่ตั้งของ ศูนย์วิจัยมันฝรั่งนานาชาติ (International Center for Potato Research)</p>
<p><span style="color: #3366ff;"><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient450.jpg"><img class="size-full wp-image-1949 alignleft colorbox-1945" title="มันฝรั่ง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient450.jpg" alt="" width="300" height="311" /></a>สถาบันวิจัยมันฝรั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก</span><br />
ถึงหัวมันฝรั่งจะอยู่ใต้ดินแต่คุณค่าทางอาหารก็ไม่น้อยไปกว่าพืชชนิดอื่น ๆ นอกจากโปรตีนซึ่งมีคุณภาพดีกว่าโปรตีนที่ได้จากพืชชนิดอื่นแล้ว ยังมีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปตัสเซียม ไอโอดีน แมกนีเซียม กรดโฟลิก และวิตามิน ซี, บี 1, บี 2 ฯลฯ มันฝรั่ง 100 กรัม มีแคลอรีไม่ถึง 90 แคลอรีใหญ่ น้อยกว่าข้าวสวยและอาหารจากแป้งสาลีอย่างขนมปัง สารเซลลูโรสในมันฝรั่งทำให้กินแล้วรู้สึกอิ่ม เหมาะกับการกินเพื่อควบคุมน้ำหนักและช่วยบำรุงลำไส้ใหญ่</p>
<p>ป้องกันโรคลำไส้ ป้องกันท้องผูก ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของหลอดเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ป้องกันเส้นเลือดใหญ่แข็งตัว สารโปตัสเซียมช่วยลดความดันโลหิตและลดความเสี่ยงในการเป็นลม คนที่ขาดวิตามินซีแต่ไม่ชอบกินส้มก็สามารถกินมันฝรั่งแทนได้ และมีสรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการตะคริว อาการเจ็บปวดช้ำ ปวดประสาท ไขข้ออักเสบ</p>
<p>นอกจากกินอร่อยได้ประโยชน์แล้ว มันฝรั่งยังช่วยเสริมความงามได้ด้วย ต้มมันฝรั่งให้สุกหั่นเป็นแผ่นวางบนใบหน้าแป้งตะกอนในมันฝรั่งจะทำให้ผิวชุ่มชื้น มีความยืดหยุ่น ถ้าผสมกับไข่แดง หรือน้ำนมแล้วทาหน้าทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที จะทำให้ผิวสวยสะอาดนุ่มนวล ประโยชน์ของมันฝรั่งมีอีกมากมาย เช่น รักษาอาการไฟลวกโดยใช้มันฝรั่งสดบดละเอียดทาบนจุดที่ถูกไฟลวก ใช้ทำความสะอาดของใช้โลหะที่ขึ้นสนิมโดยใช้เปลือกมันฝรั่งถูขจัดสนิมได้ว่ากันว่าหากติดอยู่บนเกาะร้างที่มีมันฝรั่งจะไม่มีวันอดอาหารตาย เพราะนอกจากสารอาหารมากมายมันฝรั่งยังเป็นพืชที่ทนต่อดินฟ้าอากาศและให้ผลเร็ว ในพื้นที่ขนาดเท่ากันมันฝรั่งจะให้ผลผลิตมากกว่าข้าวถึง 2 เท่า แต่การนำมันฝรั่งไปปรุงอาหารด้วยความร้อนเมื่อปอกเปลือกมันฝรั่งแล้วควรนำไปแช่น้ำอีกครั้ง</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient451.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1950 colorbox-1945" title="มันฝรั่ง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient451.jpg" alt="" width="500" height="325" /></a>เป็นเวลาอย่างน้อย 30 นาที เพราะเมื่อแป้งในมันฝรั่งถูกความร้อนสูงจะเกิดสาร ‘อะครีลาไมด์’ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ การล้างและแช่มันฝรั่งก่อนนำไปประกอบอาหารจะช่วยลดปริมาณสารอะครีลาไมด์ได้</p>
<p>มันฝรั่งเป็นอาหารเก่าแก่ เราจึงพบพืชหัวเปลือกสีน้ำตาลเนื้อสีเหลืองนวลนี้จึงอยู่ในครัวทั่วโลก อาหารไทย อาหารญี่ปุ่น อาหารอินเดีย อาหารตะวันตก ฯลฯ</p>
<p>ล้วนมีเมนูอาหารที่มีมันฝรั่งเป็นส่วนประกอบ โดยเฉพาะเมนูอาหารของชาวตะวันตก มันฝรั่งเป็นทั้งวัตถุดิบหลักและเครื่องเคียงในอาหารเมนูต่าง ๆ อาทิเช่นมันฝรั่งอบชีส ซุปมันฝรั่ง เฟรนช์ฟรายด์ มันฝรั่งบด ฯลฯคนชอบอาหารจากแดนอาทิตย์อุทัยก็มีเมนูอาหารว่าง มันฝรั่งผัดเบคอน เครื่องปรุงมีเพียงมันฝรั่ง เบคอน หอมหัวใหญ่ เนย เกลือ และพริกไทย วิธีทำแสนง่ายคือ ผัดเบคอนกับหอมหัวใหญ่แล้วพักไว้ หั่นมันฝรั่งเป็นชิ้นทอดให้สุกเหลืองแล้วเอาเบคอนกับหอมหัวใหญ่ที่เตรียมไว้มาผัดด้วยกัน เติมเนยให้มีกลิ่นหอมปรุงรสด้วยเกลือและน้ำตาล อยากได้กลิ่นรสของญี่ปุ่นอาจเติมโชยุลงไปเล็กน้อย</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient452.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-1951 colorbox-1945" title="มันฝรั่ง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient452.jpg" alt="" width="500" height="393" /></a>อาหารจากมันฝรั่งที่ใกล้ตัวเราที่สุดเห็นจะได้แก่ มันฝรั่งทอดกรอบ ถึงจะเป็นมันฝรั่งเหมือนกันแต่เป็นมันฝรั่งคนละสายพันธุ์กับมันฝรั่งที่ใช้ในการปรุงอาหาร“สายพันธุ์มันฝรั่งโดยธรรมชาติที่ใช้ทำมันฝรั่งทอดกรอบต้องเป็นพันธุ์ที่ลูกกลม สองต้องมีน้ำตาลต่ำ เวลาทอดออกมาลักษณะของมันฝรั่งจะสวยงามไม่เป็นสีแดงแต่พันธุ์อื่น ๆ เช่นพันธุ์สปูนต้า มีปริมาณน้ำตาลสูงจะเอาไปทำพวกเฟรนช์ฟรายด์ หรือใช้ปรุงอาหารในครัวเรือน”</p>
<p>คุณคมศักดิ์ เดชดี ผู้จัดการ ไร่มันฝรั่งพญาเม็งราย ในจังหวัดเชียงราย ของ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ฟู้ดส์ จำกัด บอก “มันฝรั่งที่ใช้ทำมันฝรั่งทอดกรอบโดยทั่วไปจะใช้พันธุ์แอตแลนติก”</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient453.jpg"><img class="size-full wp-image-1952 alignleft colorbox-1945" title="มันฝรั่ง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient453.jpg" alt="" width="350" height="263" /></a>ในเมืองไทยเพาะปลูกมันฝรั่งได้ผลดีไม่แพ้ประเทศเปรูต้นกำเนิด แหล่งเพาะปลูกส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดทางภาคเหนือซึ่งมีอากาศหนาวเย็น เช่น เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย คุณวชิระมนต์ อินสูงเนิน หัวหน้าฝ่ายไร่ ไร่มันฝรั่งพญาเม็งราย เล่าที่มาก่อนจะเป็นมันฝรั่งทอดกรอบสารพัดรสชาติในถุงให้ฟังว่า“มันฝรั่งชอบดินร่วนถึงดินร่วนปนทราย เพราะเป็นพืชเมืองหนาวชอบอากาศเย็นอุณหภูมิประมาณ 10 &#8211; 14 องศาเซลเซียส บ้านเราจะปลูกได้ช่วงเดือนพ.ย.-ม.ค. มันฝรั่งชอบน้ำเยอะแต่ไม่ชอบน้ำเปียกเขาใช้น้ำในการหล่อเลี้ยงลำต้น ทรงพุ่มและส่วนหัวค่อนข้างมาก เราต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอแต่ไม่เปียกมากจนเกินไป หรือแห้งเกินไป”</p>
<p><span style="color: #008080;">ส่วนวิธีการปลูกมีรายละเอียดมากมายแต่มีขั้นตอนหลัก 3 ขั้นตอน ได้แก่</span><br />
“หนึ่งเรื่องการเตรียมพื้นที่ การเตรียมดินเราค่อนข้างพิถีพิถันมากเพราะการเริ่มต้นที่ดีจะส่งผลให้ผลผลิตดี ขั้นตอนที่สองคือเรื่องของการดูแลรักษาเป็นหัวใจหลัก เมื่ออายุพืชได้ประมาณ 25 วัน เราจะมีการโปะโคลนให้ร่องปลูกใหญ่ เก็บความชื้นได้เหมาะสม ระบบรากหยั่งลึก ให้ปุ๋ยทุก 10 วัน แต่ไม่เกิน 55 วันอีกขั้นตอนที่สำคัญคือการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืช เรามีโปรแกรมการป้องกันโรคด้วยการพ่นยาประมาณอาทิตย์ละ 1 ครั้ง สุดท้ายคือการเก็บเกี่ยวก่อนการเก็บเกี่ยว 10 วัน เราต้องมีการตัดต้นเพื่อให้ผิวมันฝรั่งเซตตัวแข็งแรง คุณภาพผิวดีคุณภาพภายในดี” คุณวชิระมนต์ บอก</p>
<p><a href="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient454.jpg"><img class="size-full wp-image-1953 alignleft colorbox-1945" title="มันฝรั่ง" src="http://www.okhotshop.com/wp-content/uploads/2011/12/super-nutrient454.jpg" alt="" width="331" height="500" /></a>“คุณภาพของมันฝรั่งอยู่ที่อายุของการเก็บเกี่ยวด้วย เก็บเกี่ยวเร็วเกินไปคุณภาพการสร้างแป้งต่าง ๆ จะไม่สูงพอ ภายในหัวมันฝรั่งจะประกอบด้วยน้ำและแป้งถ้าอ่อนเกินไปผิวจะถลอกเก็บรักษาได้ไม่นาน มีการเน่าเสียหายแต่ถ้ายืดอายุให้เขาเซตผิวเต็มที่ หรืออย่างน้อย 90 วัน พอขุดมาแล้วไม่ผิวถลอกแสดงว่าคุณภาพดีจะเก็บรักษาได้นานมาก” คุณคมศักดิ์ กล่าวเสริม</p>
<p>คุณริชาร์ด แอบบอท (Richard Abbott) ที่ปรึกษาชาวออสเตรเลียของไร่พญาเม็งราย ให้ความรู้เรื่องมันฝรั่งว่า</p>
<p>“เป็นเรื่องยากในการปลูกมันฝรั่งในสภาพแวดล้อมของไทย เพราะช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นนั้นสั้นมาก เราจึงต้องรีบในการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยว กุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จคือ น้ำและเมล็ดพันธุ์ ส่วนปัจจัยอื่น ๆ เป็นปัจจัยรอง ไร่ส่วนใหญ่ได้ผลผลิตน้อยเพราะการให้น้ำไม่ดีพอและไม่ทั่วถึง”มันฝรั่งราคาถูก รสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ เป็นพืชอาหารสำคัญอันดับ 4 ของโลก รองจากข้าวโพด ข้าวสาลีและข้าวเจ้า องค์การยูเนสโกกำหนดให้ปี 2551 ที่ผ่านมาเป็นปี ‘มันฝรั่ง’ คุณค่าหัวมันลูกกลมเปลือกสีน้ำตาลนี้จึงเปรียบเสมือนทองคำจากผืนดิน</p>
<p><span style="color: #008080;">วิธีปอกเปลือกมันฝรั่งต้ม</span><br />
ตักมันฝรั่งที่ต้มสุกแล้วออกจากหม้อต้มแช่ในน้ำเย็นใส่น้ำแข็งประมาณ 5 วินาที จะสามารถดึงเปลือกออกได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว</p>
<p><span style="color: #ff6600;">วิธีเตรียมมันฝรั่งเพื่อปรุงอาหารทั้งเปลือก</span><br />
เปิดน้ำแรงปานกลาง ถือมันฝรั่งให้น้ำไหลผ่านตลอดเวลา ใช้แปรง หรือฟองน้ำขัดผิวมันฝรั่งให้ทั่วทั้งลูกอย่างน้อย 3 นาทีต่อ 1 ลูก เช็ดมันฝรั่งให้แห้งใช้มีดเล็มส่วนที่เป็นจุด หรือปุ่มออก ล้างมันฝรั่งให้สะอาดอีกครั้ง เช็ดให้แห้งแล้วนำไปปรุงอาหารตามต้องการ</p>
<p style="text-align: right;">ที่มาจากกรุงเทพธุรกิจ</p>
<h2  class="related_post_title">เรื่องที่เกี่ยวข้อง(Related Articles):</h2><ul class="related_post"><li>December 22, 2011 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8a%e0%b8%b2/" title="มันฝรั่ง อาหารหลักของชาวยุโรป">มันฝรั่ง อาหารหลักของชาวยุโรป</a> (0)</li><li>December 21, 2011 -- <a href="http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87-potato/" title="มันฝรั่ง Potato">มันฝรั่ง Potato</a> (0)</li></ul>]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.okhotshop.com/2011/nutrient/%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9d%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

<!-- Performance optimized by W3 Total Cache. Learn more: http://www.w3-edge.com/wordpress-plugins/

Served from: www.okhotshop.com @ 2012-05-19 06:29:53 -->
